นับว่าเป็นธุรกิจรายใหญ่ของประเทศไทยที่ยังคงรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ในเครือเซ็นทรัล ซึ่งตลอดปี 2565 นับว่าประสบความสำเร็จในการขยายพอร์ตธุรกิจให้เติบโตทั้งในไทย เวียดนาม และอิตาลี ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ อาหาร แฟชั่น วัสดุก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจเพื่อสุขภาพ สร้างรายได้รวมเติบโตมากกว่า 20% ถือเป็นผลประกอบการที่เกินเป้าที่ตั้งไว้ในปี 2565

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าวว่า ปี 2565 ที่ผ่านมา เซ็นทรัล รีเทล ได้ดำเนินแผนธุรกิจตามยุทธศาสตร์ 5 ปี CRC Retailligence และประสบความสำเร็จในแง่ของรายได้และผลประกอบการ ที่นับได้ว่าเติบโตมากกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาดของโรค

ขณะที่ปี 2566 เซ็นทรัล รีเทล มองเห็นสัญญาณบวกของภาคค้าปลีกและบริการในทั้ง 3 ประเทศ จากสภาพเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคัก การเปิดประเทศของจีน รวมถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ฟื้นตัว โดยเซ็นทรัล รีเทล อัดงบลงทุน 28,000 ล้านบาท ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเต็มกำลัง ตั้งเป้าปั้นเซ็นทรัล รีเทล ให้เป็นเบอร์ 1 Next-Gen Omni Retailer ของเอเชีย

โดยเฉพาะตลาดประเทศเวียดนาม ที่ถือว่าเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยการขยายโมเดลธุรกิจอาหารและศูนย์การค้า GO! ที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมเกือบทุกจังหวัดของประเทศ และจะมีการเปิดสาขาเพิ่มขึ้นในอนาคตในหลากหลายรูปแบบ

ข้อมูลจาก เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม ระบุว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาหลังจากที่เครือเซ็นทรัลเข้าไปลงทุนเมื่อปี 2555 อัตราการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเมื่อปี 2564 มีรายได้กว่า 38,592 ล้านบาท

กลายเป็นยักษ์ใหญ่ค้าปลีกข้ามชาติอันดับ 1 ในประเทศเวียดนาม เป็นที่เรียบร้อย รวมทั้งยังเป็นอันดับที่ 1 ของ OmniChannel ซึ่งรวมทุกช่องทางทั้ง Offline และ Online และช่องทางอื่นๆ ในกลุ่มธุรกิจอาหารและอสังหาริมทรัพย์ในประเทศเวียดนาม

ปัจจุบันมีห้างค้าปลีกของ เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม ครอบคลุม 40 จังหวัด จาก 63 จังหวัดทั่วประเทศ ครองมาร์เก็ตแชร์ 62% ในเวียดนาม คิดเป็น 85% ของ GDP เวียดนาม และมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งกว่า 12 ล้านคน

สำหรับแผนการลงทุนระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2565 – 2569 เตรียมผลักดันรายได้ในเวียดนามให้ไปถึง 100,000 ล้านบาท เพิ่มจำนวนห้างค้าปลีกทุกขนาดให้ครอบคลุม 55 จังหวัด โดยทุ่มงบการลงทุนถึง 30,000 ล้านบาท ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  • เพิ่มสาขาของห้าง Go Mall อีก 5 – 7 สาขาในปี 2567
  • เพิ่มสาขาของ Go Hyper Market อีก 5 – 8 แห่ง พร้อมกับปรับปรุงสาขาเติมที่เปิดมาแล้วอีก 10 แห่ง
  • เพิ่มร้านค้าของ Top และ Go Super Market อีก 10 แห่ง
  • เพิ่มจำนวนของห้าง Nguyenkim แห่งใหม่อีก 5 สาขา และปรับปรุงสาขาเดิมอีก 10 – 12 สาขา

ไม่เพียงแค่ประเทศเวียดนาม เพราะตลาดในประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นซึ่งมีห้างค้าปลีกในเครือเซ็นทรัล ที่เข้าไปซื้อกิจการห้าง La Rinascente ห้างฯ อายุ 150 ปี โดยเป็นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกระดับลักชูรี่ ที่มีแฟลกชิพสโตร์ขนาดใหญ่ให้บริการใจกลางมิลาน โรม และครอบคลุมเมืองสำคัญต่างๆ ทั่วประเทศอิตาลี

ซึ่งตลอด 11 ปีที่ผ่านมาหลังจากที่เครือเซ็นทรัลเข้าซื้อกิจการ La Rinascente ทำให้ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของ Omni Luxury Fashion ในทวีปยุโรป และใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากสหรัฐฯ

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2566 เซ็นทรัล รีเทล วางเป้าหมายสร้างปรากฏการณ์ The Next Sustainable Growth ของเซ็นทรัล รีเทล ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย

1. Accelerate Core Leadership – เร่งสร้างการเติบโตของกลุ่มธุรกิจหลักในทั้ง 3 ประเทศ

  • กลุ่มแฟชั่น : ตอกย้ำความเป็นผู้นำในกลุ่มแฟชั่น โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายห้างสรรพสินค้าลักชูรี่ในยุโรปของกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อต่อยอดธุรกิจกลุ่มแฟชั่นให้ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า ทั้งสินค้าใหม่ แบรนด์ใหม่ และเชื่อมต่อแพลตฟอร์มของห้างลักชูรี่ทั้งหมด เพื่อให้ลูกค้าสามารถช้อปปิ้งจากทุกห้างของกลุ่มได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมทั้งเดินหน้าขยาย และรีโนเวทสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนจะเปิดห้างสรรพสินค้าโรบินสัน อีก 2 สาขา ในปีนี้
  • กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : เสริมแกร่งความเป็นผู้นำในกลุ่มฮาร์ดไลน์ของประเทศไทย ด้วยการเร่งเครื่องขยายสาขาใหม่ของไทวัสดุ และไทวัสดุ ไฮบริด ฟอร์แมท รวมอีก 10 สาขาในปีนี้
  • กลุ่มอาหาร : สร้างการเติบโตในเวียดนามอย่างก้าวกระโดด รวมถึงผลักดันแบรนด์ Tops ขึ้นเป็น Food Discovery & Destination และ เบอร์ 1 Food Omni Retailer ด้วยการขยายสาขา Tops รวมอีก 15 สาขาในปีนี้
  • กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ : ขึ้นแท่นผู้นำศูนย์การค้า Lifestyle and Experiential Community Platform ของประเทศไทย ด้วยการขยายและรีโนเวทศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนเปิดเพิ่มอีก 1 สาขาในปีนี้ นอกจากนี้ในเวียดนามก็มีการก่อสร้างศูนย์การค้า GO! สาขาใหม่ๆ เพื่อเตรียมเปิดอีก 6 – 8 สาขา ในปี 2567
  • สร้างฐานการเงินที่แข็งแกร่ง บนกลยุทธ์ 3C คือ Cost บริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด, Capex เน้นการลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุดใน Strategic Business และเร่งขยาย Proven Format และ Cash Flow ขยายขีดความสามารถในการจัดการเงินทุนหมุนเวียนให้มีความรวดเร็ว คล่องตัว และเพิ่มกระแสเงินสดให้มากขึ้น สำหรับสร้างการเติบโตทางธุรกิจต่อไป

2. Reinvent Next-Gen Omni Retail – ยกระดับ CRC Ecosystem ให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยีและระบบต่างๆ ที่ดีที่สุดจากทั่วโลก มาสร้างการเติบโตแบบ Inclusive Growth ให้ทั้งลูกค้า แบรนด์ และพาร์ทเนอร์ บนแพลตฟอร์ม Next-Gen Omni Retail เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าในทุกมิติให้แก่ผู้บริโภค ทั้งในด้าน Experience-driven ที่เชื่อมโยงทุกช่องทางอย่างไร้รอยต่อ การใช้ AI เพื่อมอบสินค้าและบริการที่ตรงใจลูกค้าแบบ Smart Retail รวมถึงการปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มได้อย่างรวดเร็ว ตามเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปด้วย Agile Commerce และตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกที่ทุกเวลาแบบ Multi-Moment

3. Build New Growth Pillars – ต่อยอดสู่ธุรกิจใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น โดยมีแผนเปิดตัวธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อเสริมทัพธุรกิจในประเทศไทยและเวียดนาม

4. Drive Partnership, Acquisition and Spin Off – ขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรและการทำ M&A พร้อมนำ MEB เบอร์ 1 แพลตฟอร์ม E-Book เข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เสนอขายหุ้น IPO แก่ประชาชนทั่วไป ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 นี้

นายญนน์กล่าวว่า ทั้ง 4 กลยุทธ์ดังกล่าว จะทำให้เซ็นทรัล รีเทล เติบโตสู่ The Next Sustainable Growth และคาดว่าจะสร้างรายได้รวมในปี 2566 ราว 270,000 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 15% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเราจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป ตอกย้ำการเป็น Green & Sustainable Retail ผ่าน 4 กลยุทธ์ ‘ReNEW’ โดยตั้งเป้าระยะสั้นในปี 2566 ที่จะนำพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ให้ได้ 30%, ลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบ 10% และลดการใช้น้ำ 10%, เพิ่มการจำหน่ายสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสัดส่วน 20% ของสินค้าทั้งหมด และเพิ่มพื้นที่สีเขียวจากการปลูกป่าอีก 5,000 ไร่ เพื่อช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก