ในขณะที่ผู้คนยังเถียงกันไม่จบไม่สิ้นเรื่องรถยนต์น้ำมัน VS รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) แบบไหนดี แบบไหนไม่ดี และมีสาวกของค่ายรถแต่ละค่ายออกมาโต้ตอบกัน เมื่อพูดถึงข้อด้อยของอีกฝ่าย ประหนึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียกับริษัทรถยนต์

แต่เทรนของโลกก็กำลังเดินต่อไปข้างหน้า และดูเหมือนว่าโลกจะมุ่งไปสู่การเป็นสังคมรถยนต์ EV แบบชัดเจนและก้าวกระโดดอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่ไม่เพียงแค่เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีผู้เล่นรายใหม่เกิดขึ้นมาหลากหลายค่าย ไม่ผูกขาดกับค่ายเดิมๆ ที่สร้างอาณาจักรของตัวเองมายาวนานนับร้อยปี ซึ่งกลายเป็นผลดีที่ผู้บริโภคจะได้มีตัวเลือกของรถยนต์ที่มากขึ้น

แต่หัวใจสำคัญที่ทำให้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเคลื่อนที่ได้อย่างน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น บริษัทน้ำมันรายใหญ่ของโลกหลายรายก็เริ่มปรับตัวเข้าสู่ยุคของ EV กันแล้ว เพื่อให้บริษัทยังดำเนินกิจการต่อไปได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้

ล่าสุด Exxon Mobil เชื่อว่ายานยนต์ไฟฟ้าคืออนาคต เพราะบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่คาดการณ์ว่า ภายในปี 2040 รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทุกคันที่ขายในโลกจะเป็นพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด โดย Darren Woods ซีอีโอของบริษัทให้สัมภาษณ์ว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2021 ยอดจำหน่ายรถยนต์ EV มีเพียง 9% รวมถึงรถปลั๊กอินไฮบริด

แต่รายงานของ Canalys บริษัทวิจัยตลาด ระบุว่าในปีนี้ตัวเลขของรถยนต์ EV เพิ่มขึ้น 109% จากปี 2020

บริษัทน้ำมันรายใหญ่กำลังประเมินว่า ยอดจำหน่ายน้ำมันเบนซินที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร เพราะ Exxon Mobil เป็นหนึ่งในบริษัทพลังงานระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดและเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมัน และทำการตลาดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมทั้งเคมีภัณฑ์

Woods กล่าวว่าเคมีภัณฑ์จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาผลกำไรของบริษัทในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และพลาสติกที่ Exxon Mobil ผลิตก็สามารถใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าได้

การประมาณการของ ExxonMobil คาดว่า ความต้องการน้ำมันในปี 2040 จะเทียบเท่ากับที่โลกต้องการในปี 2013 หรือ 2014 ซึ่งซีอีโอของบริษัทเชื่อว่าแม้ความต้องการจะลดลง แต่บริษัทยังคงมีผลกำไรในเวลานั้น ซึ่งบริษัทจะต้องปรับตัวเพื่อลงมาเล่นในตลาดเพื่อรถยนต์ EV มากขึ้น นับว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ขณะที่ฝั่งของยุโรปอย่าง Shell เตรียมตัวถอนทัพออกจากธุรกิจค้าปลีกพลังงานในสหราชอาณาจักร เยอรมัน และเนเธอร์แลนด์ เนื่องจากต้องเผชิญกับสภาวะที่ยากลำบากในการทำธุรกิจ

เหล่าซัพพลายเออร์ธุรกิจพลังงานในยุโรปต้องดิ้นรนในช่วงปีที่ผ่านมาด้วยราคาค้าส่งที่พุ่งสูงขึ้น และความพยายามของรัฐบาลในการปกป้องผู้บริโภคจากการเรียกเก็บเงินที่เพิ่มขึ้น

Shell กล่าวว่า บริษัทได้ทบทวนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจในประเทศทั้งสามแห่ง ซึ่งน่าจะใช้เวลา 2-3 เดือน แต่ยังไม่มีการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง

แม้จะยังไม่มีรายละเอียดเรื่องการถอนธุรกิจน้ำมันว่าเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่เห็นชัดคือ Shell ได้เข้าซื้อกิจการ Volta Inv บริษัทผู้ให้บริการระบบชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา มูลค่า 169 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท)

Shell USA Inc. จะเข้าซื้อหุ้นสามัญของ Volta ในราคาหุ้นละ 86 เซนต์ในข้อตกลงที่คาดว่าจะปิดดีลได้ในช่วงครึ่งแรกของปี Volta

ไม่เพียงแค่ Shell ที่เป็นบริษัทพลังงานที่เข้าไปซื้อกิจการที่พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรถยนต์ EV แต่ก็มีบริษัทอื่นๆ เช่น EDF ของฝรั่งเศส และ Statkraft ของนอร์เวย์ ได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ EV เพื่อชดเชยความต้องการที่เพิ่มขึ้นของ EV

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการลงทุนอื่นๆ ในพื้นที่โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ EV ซึ่งรวมถึง Mercedes-Benz ซึ่งพร้อมที่จะลงทุนหลายพันล้านยูโรเพื่อสร้างจุดชาร์จเร็ว 10,000 แห่งในอเมริกาเหนือ ยุโรป และจีนภายในปี 2030

จากข้อมูลของ World Economic Forum ระบุว่า ยานพาหนะที่ปราศจากการปล่อยมลพิษเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นอนาคตของการขนส่ง แม้ว่ายานพาหนะเหล่านี้มีศักยภาพในการช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยอดจำหน่ายทั่วโลกก็ยังเติบโตอย่างเชื่องช้า

ซึ่งไม่ได้หมายความว่ายอดจำหน่ายจะไม่เพิ่มขึ้น เพราะมีจำยวนรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ใหม่ราว 4.3 ล้านคันจำหน่ายทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2022 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า BEV เพิ่มขึ้น 75% ในปีนี้ และ PHEV เพิ่มขึ้น 37% และคาดการณ์ว่าการเติบโตจะมากขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2022 โดยคาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้น 57% ในปีนี้เป็น 10.6 ล้าน

ผู้กำหนดนโยบายในหลายประเทศได้กำหนดวันที่จะยุติการจำหน่ายรถยนต์เบนซินและดีเซล การห้ามรถยนต์เหล่านี้ทั่วทั้งสหภาพยุโรปจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2035 ในขณะที่สหราชอาณาจักรมีกำหนดวันเลิกใช้ของตัวเองไปจนถึงปี 2030

จีนซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งเป้าไว้ที่ 40% ของรถยนต์ที่ขายไป ในประเทศที่จะมีไฟฟ้าใช้ภายในปี 2030

เทคโนโลยีแบตเตอรี่มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในความพยายามที่จะลดคาร์บอนในการขนส่งและในส่วนอื่นๆ ของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

World Economic Forum ได้รวบรวมผู้ผลิต ผู้ผลิตวัตถุดิบ และองค์กรอื่นๆ รวม 42 ราย โดยเป็นส่วนหนึ่งของ Global Battery Alliance ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติสำหรับห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ที่ยั่งยืนภายในปี 2030

ความพยายามในการสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ที่ยั่งยืนสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแบตเตอรี่ได้ครึ่งหนึ่งภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มีเป้าหมายร่วมกัน มีเป้าหมาย และกล้าได้กล้าเสีย