Saudi Aramco บริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกจากซาอุดิอาระเบีย ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงกับค่ายรถยนต์ Geely และ Renault Group เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปเทคโนโลยีการปล่อยมลพิษที่ต่ำกว่าเดิม

การลงทุนตามแผนของ Aramco จะสนับสนุนการพัฒนาโซลูชันเชื้อเพลิงสังเคราะห์และเทคโนโลยีไฮโดรเจนแห่งอนาคต บริษัทใหม่มีเป้าหมายที่พัฒนาความสามารถในการผลิตเครื่องยนต์สันดาปภายใน เครื่องยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดมากกว่า 5 ล้านเครื่องต่อปี

ด้วยเครือข่ายทั่วโลกของโรงงานผลิตเครื่องยนต์ทั้ง 17 แห่ง และศูนย์ R&D ซึ่งตั้งอยู่ 5 แห่งใน 3 ทวีป บริษัทที่วางแผนไว้มีเป้าหมายที่จะเป็นซัพพลายเออร์ระดับโลกที่มีกำลังการผลิตเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังแบบสันดาปภายใน เครื่องยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด ที่จะมีการจัดหาให้ครบคลุมมากกว่า 130 ประเทศและภูมิภาค

Luca de Meo ซีอีโอของ Renault Group กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ Aramco ครั้งนี้จะช่วยยกระดับบริษัทระบบเครื่องยนต์ส่งกำลังร่วมของเราร่วมกับ Geely Group ไปสู่อีกระดับหนึ่ง และเป็นจุดเริ่มต้นในการแข่งขันสู่เทคโนโลยีระบบส่งกำลัง ICE ที่ปล่อยมลพิษต่ำเป็นพิเศษ การเข้าร่วมของ Aramco นำเสนอความรู้ที่ไม่เหมือนใครซึ่งจะช่วยพัฒนานวัตกรรมที่ก้าวล้ำในด้านเชื้อเพลิงสังเคราะห์และไฮโดรเจน”

Daniel Li ซีอีโอของ Geely Holding Group กล่าวว่า “เรายินดีต้อนรับ Aramco ในการเข้าร่วมกับเราในการสร้างบริษัทระบบเครื่องส่งกำลังที่ยั่งยืนชั้นนำระดับโลก การลงทุนที่เสนอโดย Aramco แสดงถึงการยอมรับจากผู้นำอุตสาหกรรมระดับโลกเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจในอนาคตของ Powertrain และวิสัยทัศน์สำหรับการบุกเบิกเชื้อเพลิงต่ำและปราศจากคาร์บอน เช่น เมทานอลและไฮโดรเจน”

Mohammed Y. Al Qahtani รองประธานบริหารฝ่าย Downstream ของ Aramco กล่าวว่า “หนังสือแสดงเจตจำนงฉบับนี้แสดงถึงหลักชัยครั้งใหม่ในความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของเราที่มีต่อเทคโนโลยีการขนส่ง และนำเสนอแพลตฟอร์มเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาของ Aramco ในด้านนวัตกรรมเครื่องยนต์ ความร่วมมือตามแผนของเรากับ Geely และ Renault จะสนับสนุนการพัฒนาระบบส่งกำลังในอุตสาหกรรมยานยนต์ และสอดคล้องกับความพยายามที่กว้างขึ้นในการดำเนินงานทั่วโลกของเรา”

จะเรียกว่าเป็นเกมยื้อของบริษัทน้ำมันก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะหลังจากที่ทั่วโลกกำลังมุ่งไปสู่พลังงานที่สะอาดกว่าการใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิล รณรงค์ลดการปล่อยคาร์บอนให้น้อยที่สุด ซึ่งการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียของยานพาหนะ และมาตรการตั้งกำแพงภาษีคาร์บอน นับว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน

ประกอบกับราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ จนกระทบต่อการดำรงชีพของประชากรทั้งโลก ทำให้หลายประเทศจำเป็นต้องเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือกทดแทน ซึ่งมาจากเซลล์แบตเตอรี่ โดยประเทศในกลุ่มยูโรโซน รวมทั้งสหราชอาณาจักร ต่างประกาศนโยบายชัดเจนว่าจะรถยนต์ที่เป็นทั้งเครื่องยนต์สันดาป และเครื่องยนต์ไฮบริด จะถูกห้ามจำหน่ายในยุโรปภายในปี 2030

ส่วนประเทศยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างจีนก็ประกาศชัดว่าภายในปี 2040 ปริมาณของรถยนต์ไฟฟ้า จะมีสัดส่วนเป็นครึ่งหนึ่งของปริมาณรถยนต์ทั้งหมด และจะลดปริมาณรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปลงให้มากที่สุด

เช่นเดียวกับสหรัฐฯ มหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกที่ต้องการเปลี่ยนไปสู่สังคม EV ภายในปี 2040 เช่นกัน

ด้วยนโยบายคาร์บอนต่ำของหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ต้องตื่นตัว เร่งลงมือแก้ปัญหาดังกล่าวเพราะถือว่าเป็นตัวการหลักในการสร้างมลพิษ เพราะถ้าหากไม่ปรับตัวก็จะสูญเสียตลาดขนาดใหญ่ไปอย่างมหาศาลจากมาตรการกีดกันทางการค้า ซึ่งการที่ Saudi Aramco ที่เป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกกระตือรือร้นขึ้นมาในเรื่องนี้ ก็คงสะท้อนให้เห็นว่าโลกของพลังงานทางเลือกทั้งพลังงานไฟฟ้า และพลังงานสะอาดอื่นๆ เป็นสิ่งที่ต้านทานได้ยาก ละไม่ใช้เพียงแค่กระแสวูบวาบอย่างที่หลายคนคิด

เพราะถ้าผู้ผลิตน้ำมันไม่พยายามเล่นเกมยื้อให้โลกยังใช้พลังงานน้ำมันในภาคการคมนาคมขนส่งกับยานพาหนะต่างๆ ซึ่งคิดเป็นถึง 60% ของปริมาณการใช้น้ำมันของทั้งโลก ก็อาจจะถูก disruption ได้เช่นกัน และวันนั้นผลประโยชน์มหาศาลที่เคยนั่งกินนอนกินสบายๆ จากการค้าพลังงานจะไม่ได้อยู่สบายๆ อีกต่อไป

อ้างอิง
GlobeNewsWire I IEA.org