จะเรียกว่าเป็นกระแสฮือฮา หรือเรียกว่าเห่อลองของใหม่ของผู้คนทั่วโลกก็ไม่ผิดนัก เมื่อ “Meta” บริษัทผู้พัฒนาแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียรายใหญ่ของโลกทั้ง “Facebook” และ “Instagram” (ที่ไปซื้อกิจการคนอื่นมาทำต่อ) ที่ล่าสุดได้มีการเปิดตัวแอปฯ ใหม่แกะกล่องอีกตัวอย่าง “Threds” ซึ่งเป็นสิ่งที่มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้บริหารสูงสุดของ Meta เชื่อว่าจะมาฆ่า “Twitter” ที่ปัจจุบันอยู่ในมือของมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกอย่าง อีลอน มัสก์ ที่ช่วงนี้ดูท่าจะเจอมรสุมหนัก ทั้งวิกฤตด้านรายได้ จำนวนผู้ใช้งานที่ลดลง และปัญหาหนี้สินสะสมที่เกิดจากความบ้าระห่ำของมัสก์เป็นคนก่อเอาไว้
อย่างไรก็ตามโดยทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนมองว่า การมาของ Threds นั้นไม่ใช่การสร้างนวัตกรรมใหม่ของ Meta อีกต่อไป เพราะจริงๆ แล้วมันคือการหมดมุขจะเดินต่อจนต้องขอก็อปปี้แอปฯ อื่นและสร้างขึ้นมาแข่ง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Meta สร้างแพล็ตฟอร์มโซเชียลมีเดียขึ้นมาเพื่อหวังจะตีตลาดกับเจ้าอื่นๆ ที่สร้างขึ้นมาก่อนหน้า เมื่อปี 2022 ฟีเจอร์ Reels ได้ถูกปล่อยออกมาเพื่อรองรับคอนเทนต์วีดีโอสั้น แบบที่ TikTok ทำแล้วประสบความสำเร็จ
มาร์คเองกล่าวยอมรับว่า เทรนด์ของวีดีโอสั้นที่ Tiktok สร้างเทรด์นี้ขึ้นมานั้นมีอัตรการเติบโตและดึงดูดผู้คนให้เข้าไปใช้งานได้อย่างมหาศาล ซึ่งรวมไปถึงคนที่เคยติด Facebook งอมแงมมาก่อน แต่ปันใจไปอยู่ใน TikTok แทนซึ่งอัตรการดูคลิปของผู้คนนั้นสามารถดูดเวลาให้คนจดจ่อได้ยาวนานหลายชั่วโมงโดยไม่กดออกจากแอปฯ
อีกทั้งผู้ผลิตคอนเทนต์ยังได้รับโอกาสที่คอนเทนต์ที่โพสต์ออกไปจะเกิดการมองเห็นมากกว่า ไม่โดนปิดกั้นแบบที่ Faceook กำลังทำ นั่นทำให้ครีเอเตอร์จำนวนมากมุ่งไปหา TikTok โดยแทบไม่หันหลังกลับมาที่ Facebook เลย
Reels จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อท้าชนกับ TikTok แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังพูดได้ว่า Reels ไม่ประสบความสำเร็จนัก เพราะด้วยหน้าตาของ interface ที่แทบจะถอดแบบมาจาก TikTok อีกทั้งคอนเทนต์ก็แทบจะซ้ำกัน และไม่ได้มีฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจ ทำให้ Reels ยังห่างไกลจากการเป็นคู่แข่งกับ TikTok แต่เป็นได้เพียงแค่ฟังชั่นหนึ่งของ Facebook หรือ Instagram เท่านั้นที่จะกดดูหรือไม่กดดูก็ได้
ทีนี้มาถึง Threds ที่เพิ่งเปิดตัวให้ดาวน์โหลดมาใช้กันสดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้ (6 กรกฎาคม 2023) แม้ว่าภายในเวลาประมาณ 18 ชั่วโมงหลังจากเปิดตัวมีการลงทะเบียนมากกว่า 30 ล้านครั้ง และมาร์คเองก็พูดโอ่เลยว่านี่จะเป็นภัยคุกคามที่แท้จริงต่อ Twitter ที่ Elon Musk เป็นเจ้าของ
แต่การเปิดตัวแล้วมีคนเห่อมาทดลองใช้ของใหม่ในวันแรกๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผู้คนต่างก็อยากรู้อยากลองว่าใช้งานแล้วจะมีความรู้สึกอย่างไร แต่หลายเสียก็สะท้อนว่า ไม่ได้รู้สึกว้าว เพราะไม่ต่างอะไรกับการจำลองฟีเจอร์ฟีดข้อความบนทวีตเตอร์มาอยู่ในแอปฯ ใหม่ อีกทั้งยังมีลูกเล่นที่ค่อนข้างจำกัดหลายอย่างที่ยังไม่สามารถทดแทนเจ้านกฟ้าได้ในตอนนี้ ซึ่งกลายเป็นคำถามว่ามันจะดึงดูดให้คนดัง นักการเมือง หรือบุคคลทีชื่อเสียงในวงสังคมเข้ามาใช้บริการที่นี่ทำไม ในเมื่อ Twitter ยังคงสามารถใช้งานได้อยู่อย่างเพียงพอในปัจจุบัน
ความแตกต่างที่สําคัญอย่างหนึ่งจาก Twitter คือ Threads ไม่มีความสามารถในการส่งข้อความโดยตรงใด ๆ แม้จะทดแทนด้วย สามารถโพสต์ตัวอักษรมีความยาวได้สูงสุด 500 อักขระ คิดเป็นเกือบสองเท่าของทวีต และสามารถรวมลิงก์รูปภาพ และวิดีโอที่มีความยาวสูงสุด 5 นาที แต่ทวีตเตอร์สามารถโพสต์คลิปที่มีความยาวเกือบ 1 ชั่วโมงได้มาสักพักแล้ว
การที่ทำเลียนแบบเพื่อหวังจะอาศัยจังหวะเพลี่ยงพล้ำของคู่แข่ง มันสะท้อนได้ว่า Meta ที่อดีตเคยเป็นผู้นำในการพัฒนาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในโลกออนไลน์ และเป็นผู้กำหนดให้โลกเกิดเทรนด์ของโซเชียลมีเดียจากการถือกำเนิดของ Facebook เมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่ตอนนี้กำลังเผชิญกับการหมดมุขที่จะทำของใหม่หรือไม่ และใช้วิธีการลอกชาวบ้านมาทำของตัวเองแข่ง
แม้แต่นวัตกรรมของการสร้างโลกอวตารอย่าง Metaverse ที่ตอนแรกก็โฆษณาว่าจะเป็นการเปลี่ยนโลกเทคโนโลยีให้เข้าสู่ยุคใหม่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่สุดท้ายกลับแป๊กอย่างแรง ไม่มีใครสนใจใช้งานในระยะยาว และไม่สามารถสร้างเทรนด์ใหม่ๆ ได้ ซึ่ง Metaverse ได้ละลายเงินของบริษัทไปอย่างมหาศาลจน Meta ต้องปลดคนออกจำนวนมากเพราะเงินนับแสนล้านที่ลงไปนั้นจม และตอนนี้ก็ไม่มีใครพูดถึง Metavers อีกแล้ว
ยังไม่รวมอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมาไม่ว่า Ray-ban Stories แว่นตาที่ทางบริษัทสร้างขึ้นเพื่อหวังจะเป็นสินค้าที่เชื่อมต่อโลกเทคโนโลยีกับโลกความเป็นจริงก็หายเงียบเข้ากลีบเมฆ เรียกได้ว่าไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่กับการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ภายใต้บริษัท Meta
ปัจจุบัน Meta กำลังเป็นบริษัทที่กำลังค่อยๆ ถอยหลังอย่างช้าๆ เหมือนร้านค้าเก่าที่ไม่ได้รับการปรับปรุงให้คนยังอยากเข้า ไม่ต้องดึงลูกค้าใหม่เข้ามาแค่รักษาลูกค้าเก่าให้อยู่ยังยาก เพราะขาดอะไรดึงดูดใจให้ยังอยู่ต่อ
