การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจครอบครัวคือสิ่งที่ท้าทายเช่นเดียวกับหลายๆธุรกิจ แต่ธุรกิจครอบครัวเจอความท้าทายทั้งในแง่การบริหารธุรกิจ และความสัมพันธ์ในครอบครัว ให้เติบโตและคงอยู่ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดี
สำหรับประเทศไทยธุรกิจครอบครัวอยู่ในจุดที่มีความสำคัญ เนื่องจาก 57% ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นธุรกิจครอครัวที่มีมูลค่าบริษัทรวมกันที่ 8 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP ประเทศไทย โดยในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา 7 ใน 10 ของบริษัทที่ทำ IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็เป็นธุรกิจครอบครัว
ทำให้ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้จัดงาน The 1st SET International Conference on Family Business “Family Business in the Changing World” ที่จัดขึ้นในวันที่ 3-4 สิงหาคม ณ โรงแรม Grand Hyatt Erawan Bangkok
โดยมี Speaker เข้าร่วมเสวนาถึง 10 คน แต่หนึ่งในบุคคลที่ขึ้น Keynote Speaker ก็คือ Professor John A. Davis , Cambridge Family Enterprise Group MIT Sloan School of Management ได้กล่าวถึงคำพูดสำคัญก็คือ ความสำเร็จของธุรกิจครอบครัวที่เกิดจากหลายรุ่นคือสิ่งที่ท้าทายและมีความยากอยู่เสมอ
สาเหตุที่เกิดคำพูดเหล่านี้ เนื่องจาก ในหลายประเทศ จากหลากทวีป ได้พูดคำกล่าวที่มีใจความสำคัญไว้ว่า ธุรกิจครอบครัวอยู่ได้ไม่เกินสามรุ่น หรือต่อให้ดีที่สุด ธุรกิจจะถูกทำลายในรุ่นที่ 4 โดยในรุ่นแรกคือผู้สร้าง และเติบโตมาถึงรุ่นที่ 2 และธุรกิจจะเริ่มอยู่ตัวในรุ่นที่ 3 แต่ปิดฉากในรุ่นที่ 4
ทำให้สิ่งสำคัญคือการต่อยอดจากรุ่นที่ 2 เหมือนกันการหา New S-curve ของธุรกิจเพื่อให้เติบโตอยู่ตลอดเวลาให้กับรุ่นต่อๆไป
จากการศึกษาของ Professor John A. Davis พบว่า ปัจจัยท้าทายคนในธุรกิจครอบครัว ก็คือ จำนวนคนในครอบครัว เติบโตเร็วกว่าธุรกิจ ยังไม่นับเรื่องสารพัดปัจจัยรุมเร้าเศรษฐกิจ
ถ้าคิดจาก หลักการกระจายของลูกหลาน ลูก 1 คน แต่งงานกับคู่สมรส 1 คน แล้วมีบุตร 1 คน หลังจากนั้นบุตร 1 คน แต่งงานกับคู่สมรสและมีหลานอีก 1 คน ทำให้เกิดการขยายของครอบครัวที่ใหญ่ขึ้นในเพียง 1 ชั่วอายุคน
ทำให้ธุรกิจครอบครัวนอกจากจะต้องทำให้ธุรกิจเติบโตมากกว่าปีก่อนๆแล้ว ก็ต้องทำให้ธุรกิจเติบโตมากพอ เพื่อรองรับกับจำนวนสมาชิกในครอบครัวที่ขยายขึ้น ทำให้ต้องใช้เวลาที่ต้องเร็วเป็นเท่าตัว เพื่อเติบโตให้ทันตามขนาดครอบครัวที่ขยายมากขึ้น
แต่ในเมื่อธุรกิจครอบครัวก็เป็นธุรกิจ ทำให้ปัจจัยที่เกิดขึ้นรอบตัว ทั้ง การเมืองโลก การเปลี่ยนเปลงของเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายต่อคนที่นอกจากจะบริหารธุรกิจ และ คนในครอบครัวแล้ว ก็ต้องใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวอีกด้วย
จากการศึกษาของศาสตราจารย์จาก MIT คนนี้ ได้พบว่า ตระกูลธุรกิจครอบครัวที่สามารถเป็นต้นแบบได้สำหรับธุรกิจในประเทศไทย พบว่า ธุรกิจครอบครัวของตระกุลภิรมย์ภักดี , จิราธิวัฒน์ , โอสถานุเคราะห์ และ เจียรวนนท์ สามารถที่สามารถเป็นต้นแบบของธุรกิจครอบครัวในไทยได้
แล้วทำไม Professor John A. Davis ถึงยกตัวอย่าง 4 ตระกูลนี้ ?
คำตอบคือ เนื่องจากว่า ธุรกิจครอบครัว คือการบริหารจัดการภายในครอบครัว ทำให้ทรัพยากรบุคคลที่จะมารับช่วงต่อก็หาได้ไม่อยาก แต่คนรุ่นก่อนหน้าก็ต้องคาดหวังลูกหลานที่จะมารับช่วงต่อว่าทำได้หรือไม่ ทำให้รุ่นที่เป็นผู้สร้างจะต้องมีการเริ่มสร้างการปรับตัวก่อนส่งต่อ เช่นการปรับ Portfolio ของธุรกิจ เพื่อให้มีการกระจายรายได้และสร้างความมั่นคงให้รุ่นต่อไป
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนที่เป็นรุ่นต่อไป อาจมีความสามารถไม่ถึงในวันที่ธุรกิจมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ทำให้บรรดาตระกูลธุรกิจครอบครัวที่ได้กล่าวมา 4 ตระกูล ต้องเปิดรับคนที่มีความสามารถที่เฉพาะทาง และมีความเชี่ยวชาญมากกว่า เข้ามาในองค์กร เพื่อทำงานร่วมกับธุรกิจครอบครัว
ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวที่อยู่ในธุรกิจครอบครัว ก็ต้องมีความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะการตัดสินใจและทิศทางของบริษัทขึ้นอยู่กับครอบครัว ที่อยู่ในฐานะผู้ที่มีอำนาจการตัดสินใจในการดำเนินไปของบริษัท
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็สรุปให้ง่ายๆ ก็คือ กระจาย Port เปิดรับคนนอก แต่ก็ต้องสามัคคีกันภายในครอบครัว
เมื่อไหร่จะให้รุ่นต่อไปขึ้นมารับช่วงต่อ ?
เรื่องนี้คือคำถามโลกแตก เพราะธุรกิจครอบครัวทั่วโลก กำลังเจอกับภาวะนี้ ที่คนรุ่นก่อนหน้าจะเป็นผู้ที่มีอำนาจการตัดสินใจ ในขณะที่คนรุ่นใหม่ก็มีสารพัดเรื่องใหม่ๆที่อยากทำอยู่ในหัว
Professor John A. Davis ได้บอกว่า คนรุ่นใหม่ที่จะมารับช่วงต่อในธุรกิจครอบครัว เขามีโอกาสเยอะกว่าคนรุ่นก่อน ทำให้การเปิดโอกาสให้เขาได้ลองอะไรใหม่ จึงเป็นเรื่องที่เขาอยากทำ แต่ถ้าคนรุ่นก่อนหน้าที่มีอำนาจการตัดสินใจ ไม่เปิดโอกาส เขาก็แค่ไปทำในสิ่งที่อยากทำกับที่อื่น
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การสื่อสารและการรับฟังกันระหว่างคน 2 รุ่น เพราะการเปิดโอกาสให้คนรุ่นต่อไปมาสานต่อกิจการและให้เขาได้ลองทำในสิ่งที่เขาได้ทำ อาจจะเป็นโอกาสใหม่ทางธุรกิจก็ได้ แต่อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องของการตัดสินใจที่แต่ละครอบครัวจะมีรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน
ทำอย่างไรให้ธุรกิจครอบครัว ไปถึงฝั่งฝัน ?
คำถาม Million Dollar Question ที่คำตอบเกิดจากหลากหลายปัจจัย แต่พื้นฐานที่สุดของธุรกิจครอบครัว ก็คือครอบครัวที่ต้องเป็นหนึ่งเดียวกันที่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เนื่องจากธุรกิจครอบครัว เริ่มจากคนในครอบครัว ถ้าบริหารเรื่องนี้ได้ดี จะเป็นบันไดก้าวแรกเพื่อไปสู่ฝั่งฝัน เพราะถ้าไม่รัก ไม่สามัคคีกัน จะส่งผลต่อการตัดสินใจในทางธุรกิจที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงต้นทุนทางธุรกิจที่เกิดจากความไม่สามัคคีกันเกิดขึ้น
แต่แค่รักกันอย่างเดียวก็คงไม่พอ เพราะ ธุรกิจก็ยังเป็นธุรกิจ ทำให้การบริหารจัดการจากคนในครอบครัวที่กุมบังเหียนอำนาจการตัดสินใจ ต้องเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น เพราะคนคนนี้จะเป็นผู้กุมชะตาของบริษัทในการบริหาร โดยที่คนนี้จะต้องมีคุณสมบัติการเห็นสัญญาณจากการเปลี่ยนแปลง
เนื่องจากธุรกิจในยุคนี้ มีความซับซ้อนที่มากขึ้น ทางเลือกที่เยอะขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและบ่อยขึ้นจากสิ่งที่ไม่คาดคิด จึงทำให้ คนที่กุมบังเหียน นอกจากจะต้องบริหารธุรกิจ บริหารครอบครัว แล้วต้องบริหารการเปลี่ยนแปลง ในสถานการณ์ที่จะผันผวนมากขึ้น และ มีโอกาสคาดเดาได้ยากขึ้นอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน ธุรกิจครอบครัวเอง จะต้องเติบโตไปอย่างมีแบบแผนมากขึ้น ต้องลองหาน่านน้ำใหม่อยู่เสมอ จากการลองผิดลองถูก เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้ใหม่ รวมไปถึงต้องมีการปรับแผนธุรกิจให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
Credit Picture : Pexels
