ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครตของสหรัฐฯ และเควิน แมคคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการเพิ่มเพดานหนี้ของประเทศ มูลค่า 31.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 1,090 ล้านบาท หวังลดผลกระทบที่จะเกิดจากการผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่เสี่ยงทำให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก
แมคคาร์ธีให้สัมภาษณ์กับสื่อในอีกไม่กี่นาทีต่อมาว่า ร่างกฎหมายนี้มีการลดการใช้จ่ายครั้งประวัติศาสตร์ การปฏิรูปที่ตามมาจะยกระดับผู้คนให้พ้นจากความยากจนเข้าสู่ตลาดแรงงาน
ด้านประธานาธิบดีไบเดนยังใช้ทวิตเตอร์เพื่อยืนยันข้อตกลงเบื้องต้น ว่านับก้าวสําคัญที่ช่วยลดการใช้จ่ายไปพร้อมๆ กับปกป้องการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ผู้นําทั้งสองบรรลุข้อตกลงกันเมื่อเย็นวันเสาร์โดยได้พูดคุยทางโทรศัพท์ก่อนหน้าที่จะมีมติร่วมกัน
สิ่งนี้เกิดขึ้นหลังจากความขัดแย้งที่ยาวนานเนื่องจากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน มีความคิดเห็นไม่ตรงกันในการแก้ไขปัญหาก่อนเส้นตายวันนัดชำระหนี้ภายในวันที่ 5 มิถุนายน การบรรลุข้อตกลงเป็นสิ่งจําเป็นสําหรับสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการจัดอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือที่ลดลง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยและอาจมีคนตกงานหลายล้านคน
เพดานหนี้ของสหรัฐอเมริกาคืออะไร?
สภาคองเกรสสหรัฐได้แนะนําเพดานหนี้ซึ่งเป็นวงเงินสูงสุดที่รัฐบาลสามารถกู้ยืมได้เป็นครั้งแรกในปี 1917 มาตรการนี้หมายความว่ารัฐบาลไม่จําเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัติเกี่ยวกับหนี้ทุกฉบับที่ออกอีกต่อไป ซึ่งรัฐบัญญัติหนี้สาธารณะได้ผ่านต่อมาในปี 1939 และ 1941
ในช่วง 7 ทศวรรษที่ผ่านมาเพดานหนี้ได้รับการเพิ่มขึ้นมากถึง 78 ครั้งรวมถึงในปี 2011 เมื่อความล่าช้าในการตกลงวงเงินใหม่ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาสูญเสียอันดับเครดิต AAA ที่เป็นที่ต้องการทําให้เกิดต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้น
ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐยังไม่ได้ผิดนัดชําระเงิน แต่การข้ามเส้นตายโดยไม่เพิ่มเพดานหนี้จะหมายความว่าเงินหมดในการชําระเงินขั้นพื้นฐานรวมถึงเงินเดือนของพนักงานภาครัฐหลายสิบล้านคนเช่นครู
การจ่ายเงินประกันสังคม และเงินอุดหนุนด้านการดูแลสุขภาพแก่ชาวอเมริกันที่สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงทหารผ่านศึกจะถูกระงับ
ทั้งนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดที่แน่ชัดของข้อตกลงขั้นสุดท้ายได้ในขณะนี้ แต่ผู้เจรจาได้ตกลงว่าจะจำกัดการใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องการด้านการกลาโหมตามดุลยพินิจให้อยู่ในระดับเดียวกับการใช้จ่ายในปี 2023 เป็นเวลา 2 ปี เพื่อแลกกับการปรับเพิ่มเพดานหนี้
