นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไตรมาสที่ 2/66 ขยายตัว 1.8% ต่ำกว่าตลาดคาดโต 3.0%YoY และชะลอลงจาก 2.6% ในไตรมาสที่ 1/66 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรก ขยายตัวได้ 2.2%

“เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 1.8% ต่ำกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากการส่งออกในไตรมาส 2 หดตัว 5.7% และหดตัวติดต่อกัน 3 ไตรมาส ซึ่งเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 นี้ มีแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และการท่องเที่ยว”

ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/66 พบว่า การใช้จ่ายภาคครัวเรือนขยายตัวสูงต่อเนื่อง การลงทุนรวมขยายตัวชะลอลง แต่การใช้จ่ายภาครัฐบาลลดลงต่อเนื่อง จากการใช้จ่ายภาครัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขมีฐานสูงในปี 2565 ภาคการส่งออกโดยรวมขยายตัวชะลอลง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ายังคงหดตัว -5.7% ในขณะที่บริการรับยังคงขยายตัวสูง จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น

ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงาน อยู่ที่ 1.06% ใกล้เคียงกับ 1.05% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เฉลี่ยอยู่ที่ 1.1% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% เทียบกับ 3.9% และ 2.2% ในไตรมาสก่อน ตามลำดับ

สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 1.9 พันล้านดอลลาร์ (6.4 หมื่นล้านบาท) ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2566 อยู่ที่ 2.2 แสนล้านดอลลาร์ และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2566 มีมูลค่าทั้งสิ้น 10,923,183.5 ล้านบาท คิดเป็น 61.1% ของ GDP

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ ปรับลดลงมาที่ 1.7-2.2% จากเดิม 2.5-3.5% เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

สภาพัฒน์ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีแรงส่งจากการบริโภคภาคเอกชน และการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยในปีนี้คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 28 ล้านคนเท่ากับประมาณการเดิม ในขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยว ปรับลดลงมาที่ 1.03 ล้านล้านบาท จากเดิม 1.27 ล้านล้านบาท

โดยยังกล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในปี 66 ได้แก่ 1.เงื่อนไขทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจ 2.เศรษฐกิจโลกชะลอตัวมากกว่าคาด และความผันผวนในตลาดการเงินโลก 3.ภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจ ที่ยังอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 4.ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตร

ด้านกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยรายงานการดำเนินธุรกิจของเจ้าของธุรกิจในประเทศไทย พบว่า ยอดการจดทะเบียนเลิกธุรกิจในช่วง 7 เดือนแรก ปี 2566 มีจำนวน 8,964 ราย เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 18.70% ส่งผลทำสถิติการจดทะเบียนเลิกธุรกิจในไทยช่วง 7 เดือนแรกสูงสุดในรอบ 10 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่า การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนกรกฎาคม 2566 มีจำนวน 1,867 รายนั้น พบว่ามีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวนรวม 7,527.92 ล้านบาท โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 175 ราย คิดเป็น 9% อันดับ 2 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 103 ราย คิดเป็น 6% และอันดับ 3 ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 43 ราย คิดเป็น 2%