“หอไอเฟล” สัญลักษณ์แห่งกรุงปารีส และประเทศฝรั่งเศส หนึ่งในชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทั้งต่อศิลปะ วัฒนธรรม วิทยาการ แฟชั่น รวมทั้งเทคโนโลยี ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ในสหภาพยุโรป และอันดับ 5 ของโลก รองจากสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่นและเยอรมนี
และปารีสยังเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากกรุงเทพมหานคร ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 19 ล้านคน ซึ่งหนึ่งในแลนด์มาร์คที่สำคัญที่ทุกๆ คนต้องไปเยือนให้ได้ก็คือหอไอเฟลที่ตั้งตระหง่าเหนือมหานครมายาวนานกว่า 134 ปี
หอคอยอันเป็นสัญลักษ์ของฝรั่งเศสแห่งนี้ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเมืองน้ำหอมอย่างมหาศาล โดยสภาหอการค้ามอนซ่าและไบรอันซ่าจากประเทศอิตาลี (Monza and Brianza Chamber of Commerce) รายงานว่า หอไอเฟลนับเป็นก่อสร้างที่มีมูลค่าสูงสุดในยุโรป โดยการประเมินมูลค่าครั้งนี้ไม่ได้คำนวณจากต้นทุนในการก่อสร้าง แต่คำนวณมูลค่าที่สิ่งก่อสร้างดังกล่าวมีต่อประเทศ เช่น จำนวนผู้เข้าชมต่อปี และรายได้จากการท่องเที่ยว และผลกระทบทางเศรษฐกิจ
ซึ่งหอไอเฟลสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับฝรั่งเศสถึง 5.44 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 16 ล้านล้านบาท โดยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนได้ถึง 8 ล้านคนต่อปี
ถ้าสมุมุติว่า หอไอเฟลไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงปี 1887 และถูกสร้างขึ้นในยุคปัจจุบัน ค่าก่อสร้างรวมทั้งค่าบำรุงรักษาและบริหารจัดการจะสูงอย่างน่าตกใจ จากเมือง 134 ปีที่แล้วค่าก่อสร้างอยู่ที่ 1.5 ล้านดอลลาร์ โดยค่าใช้จ่ายในดูแลในปัจจุบันสามารถประเมินได้ที่ 2,000 – 2,500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6.94 – 8.68 แสนล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายนั้นจะแบ่งออกดังนี้
– ค่าการออกแบบ การวางแผน และใบอนุญาต: 50 ล้านดอลลาร์ (1,737 ล้านบาท)
– ค่าก่อสร้าง : 100 ล้านดอลลาร์ (3,474 ล้านบาท)
– ค่าวัสดุ : 600 ล้านดอลลาร์ (3,474 ล้านบาท)
– ค่าจ้างแรงงาน : 700 ล้านดอลลาร์ (20,844 ล้านบาท)
– ค่าอุปกรณ์และการขนส่ง : 200 ล้านดอลลาร์ (6,948 ล้านบาท)
– การทำประกันภัยและการบริหาร : 150 ล้านดอลลาร์ (5,211 ล้านบาท)
– ค่าใช้จ่ายอื่นๆ : 200 ล้านดอลลาร์ (6,948 ล้านบาท)
ถ้ามาลองประมาณการรายได้และค่าใช้จ่ายของหอไอเฟลแบบง่ายๆ จากกิจกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมด ตลอดทั้งปีไม่ว่าจะเป็นจำนวนการขายตั๋วเข้าชม ค่าจ้างพนักงาน รายได้จากร้ายค้าของที่ละลึกและร้านอาหารแบบคร่าวๆ มูลค่าที่หอไอเฟลสร้างต่อปีกับตัวเองนั้นจะเป็นอย่างไร?
รายได้
เริ่มจากการคํานวณราคาเฉลี่ยต่อตั๋ว 1 ใบ หากคุณเคยไปที่หอไอเฟลคุณจะรู้ราคาโดยประมาณของตั๋วเข้าชมภายในอาคาร อยู่ระหว่าง 10 – 40 ยูโร (372 – 1,491 บาท) ซึ่งปัจจุบันราคาตั๋วที่เฉลี่ยคนจะจ่ายอยู่ที่ 17.5 ยูโร (652 บาท) สมมติว่ามีเคาน์เตอร์จําหน่ายตั๋วประมาณ 10 แห่งที่หอคอย เราคิดว่าสําหรับตั๋วแต่ละใบที่จำหน่ายที่เคาน์เตอร์หอคอย หรือตั๋วออนไลน์ 1.5 ใบ
สมมติว่าเวลาในการออกตั๋วหนึ่งใบอยู่ที่ประมาณ 1 นาที (รวมครอบครัว) เราได้รับตั๋ว 60 ใบต่อชั่วโมง เนื่องจากหอไอเฟลเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมตั้งแต่เวลา 9.30 น. – 11.00 น. ทุกวัน เราคํานวณรายได้ต่อปีเป็น 13.5 x (10+15) x 60 x 360 = 7.29 ล้านใบต่อปี ซึ่งมีผู้เข้าชมต่อปีราว 8 ล้านคน
13.5 = ชั่วโมง
10 = เคาน์เตอร์จําหน่ายตั๋ว
15 = ตั๋วออนไลน์สําหรับทุกคนที่เคาน์เตอร์จําหน่ายตั๋ว
60 = นาที
360 = จํานวนวันในหนึ่งปี
ดังนั้นรายได้ต่อปีสําหรับการเข้าชม 100% จะอยู่ที่ 7.29 ล้านยูโร x 17.5 ยูโร = 127.6 ล้านยูโร (4,756 ล้านบาท)
สมมติว่ามีอัตราการเข้าชม 80% จะมีรายได้ต่อปีราว 102 ล้านยูโร (3,802 ล้านบาท)
ค่าใช้จ่าย
ค่าจ้างพนักงานต่อปีที่ 30,000 ยูโร (1.11 ล้านบาท) x 30 จำนวนของพนักงานทั้งหมด = 900,000 ยูโร (33.5 ล้านบาท)
ค่าซ่อมแซมและบํารุงรักษาพร้อมกับค่าเสื่อมราคา สามารถประมาณได้ 2.0% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (สมมติว่าโครงสร้างเหล็กทั้งหมดมีค่าใช้จ่าย 100 ล้านยูโร หรือ 3,727 ล้านบาท) ค่าซ่อมแซมและบํารุงรักษาพร้อมค่าเสื่อมราคาอยู่ที่ 2 ล้านยูโร หรือ 74 ล้านบาท
รายได้อื่นๆ
นอกจากนี้ยังเพิ่มรายได้อื่นๆ เช่น การจำหน่ายของขวัญ ของที่ระลึก และสิ่งอํานวยความสะดวกภายในอื่นๆ เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร
สมมติว่า 1 ใน 5 คนที่มาเยี่ยมชมหอไอเฟลเข้ามาในร้านอาหารและซื้อของที่ระลึกโดยมีรายได้เฉลี่ยต่อลูกค้า 1 คนที่ 20 ยูโร (727 บาท) เอาจำนวนนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนทั้งหมดรวมกันจะได้ 29 ล้านยูโร (1,081 ล้านบาท)
ดังนั้นรายได้รวมจะอยู่ที่ 102 ล้านยูโร (จำนวนนักท่องที่เข้าชม) + 29 ล้านยูโร (จำนวนผู้ที่ซื้อของที่ระลึกหรือใช้บริการ) = 131 ล้านยูโร (4883 ล้านบาท)
อัตรากําไรขั้นต้นด้านต้นทุนสําหรับรายได้เสริมจะอยู่ที่ 50% x 29 ล้านยูโร = 14.5 ล้านยูโร (540 ล้านบาท)
สุดท้ายเราสามารถคํานวณกําไรเป็นรายได้ – ต้นทุนซึ่งอยู่ที่ 131 ล้านยูโร – 2 ล้านยูโร – 14.5 ล้านยูโร – 1.113 ล้านยูโร = 5 ล้านยูโร (186 ล้านบาท)
หอไอเฟลในฐานะอนุสาวรีย์ทางวัฒนธรรมที่มีความสามารถในการทํากําไรที่มั่นคงจะมีมูลค่าอย่างน้อย 20 เท่าของรายได้สุทธิต่อปี
= 113.5 ล้านยูโร x 20 เท่า = 2,270 ล้านยูโร (84,620 ล้านบาท)
ดังนั้นหอไอเฟลสร้างมูลค่าทางธุรกิจต่อปีให้กับตัวเองถึง 2,270 ล้านยูโร หรือ 84,620 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นอนุสาวรีย์สาธารณะที่สร้างมูลค่าต่อปีมากที่สุดในโลก
แต่แน่นอนว่านี่เป็นการประเมินมูลค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์แบบคร่าๆ เท่านั้น แต่ถ้าจะพูดกันถึงมูลค่าต่อศิลปะ วัฒนธรรม และความเป็นมรดกร่วมกันของมวลมนุษยชาติ ก็คงจะไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ เพราะมันคือการบ่งบอกความเป็นตัวแทนของชาตินั้นๆ ที่ทำให้คนทั่วโลกนึกถึงและจดจำ ซึ่งไม่ใช่เพียง หอไอเฟล ซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์ หรือหอนาฬิกาบิ๊กเบน เพราะโครงสร้างที่โดดเด่นซึ่งเป็นตัวแทนของเมืองและประเทศนั้น เกิดจากการสั่งสมวิทยาการ และความก้าวหน้าทางนวัตกรรมของมนุษยชาติ ที่สามารถต่อยอดจนมาถึงปัจจุบัน และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่ามากมายที่ได้รับอิทธิพลทางความคิด อารมณ์ หรือความรู้สึกจากสิ่งเหล่านี้ เพื่อไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ต่อยอดมาจนถึงปัจจุบันและในอนาคต
