เกือบ 2 ปี หลังจากกองทัพเมียนมา ประกาศเข้ายึดอำนาจของรัฐบาลพลเรือนของนางออง ซาน ซู จี ด้วยกำลัง และกลับสู่การเป็นรัฐบาลทหารเมียนมาอีกครั้งภายใต้การนำของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผลที่ตามมาคือมาตรการคว่ำบาตรทุกๆ ด้านจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ไม่สนับสนุนการกระทำที่ใช้ความรุนแรง และริดรอนอำนาจอธิปไตยของประชาชนชาวเมียนมา ซึ่งการคว่ำบาตรที่รุนแรงและส่งผลกระทบมากที่สุดคือ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ที่ประเทศต่างๆ ซึ่งเคยเข้าไปลงทุนทำธุรกิจ หรือติดต่อทำการค้ากับเมียนมาก่อนหน้านี้ ต่างถอนการลงทุนออกเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่ทำให้ช่วงหนึ่งเมียนมากลายเป็นประเทศที่เนื้อหอม และดึงดูดเม็ดเงินมหาศาล
แต่หลังจากเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ทุกอย่างก็หยุดชะงักลง แม้ว่าจีนจะเข้ามาช่วยเหลือเมียนมาในฐานะนักลงทุนและการช่วยเหลือด้านอื่นๆ แต่สุดท้ายก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจได้
ยิ่งตอนนี้จีนก็เผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวภายในประเทศ และการย้ายฐานการผลิตหนีของชาติต่างๆ ทำให้จีนไม่อาจมีแรงพอที่จะช่วยเหลือใครได้ เพราะลำพังตัวเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอด
เคราะห์กรรมหนักสุดคงตกไปที่ประชาชนที่ต้องเผชิญกับปัญหาการถูกเลิกจ้าง การว่างงาน หรือรายได้ลดลง แรงงานชาวเมียนมาจำนวนไม่น้อยต่างก็ต้องอพยพย้ายถิ่นกันอีกครั้ง ข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหางานทำ ซึ่งก็ไม่พ้นประเทศไทย ที่ตอนนี้อาจมีจำนวนสูงถึง 3 ล้านคนที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว และต้องทำงานแบบหลบๆ ซ่อนๆ
ไม่เพียงเท่านั้น การที่เมียนมาถูกนานาชาติบอยคอต ส่งผลกระทบต่อปริมาณเงินสกุลต่างชาติที่มีอยู่เริ่มขาดแคลน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินการคลังของประเทศ และเสถียรภาพของรัฐบาลทหาร ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถนำเข้าหรือส่งออกสินค้าที่จำเป็นที่เมียนมาผลิตใช้ภายในประเทศเองไม่ได้ และค่าเงินจ๊าดก็นับว่าเป็นสกุลเงินที่เกือบจะไร้มูลค่า
ดังนั้นรัฐบาลเมียนมา จึงออกนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนออกไปหางานทําในต่างประเทศ โดยมองว่าการโอนเงินจากแรงงานในต่างประเทศ จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการนำเข้าเงินตราสกุลต่างประเทศได้
ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ผู้บัญชากรกองทัพเมียนมาได้ประกาศเตือนที่ดําเนินการโดยรัฐว่า จะเพิกถอนใบอนุญาตของหน่วยงานที่ส่งคนงานไปต่างประเทศหากพวกเขาไม่สามารถส่งแรงงานได้ทันทีตามสัญญากับบริษัทที่ว่าจ้างในต่างประเทศกำหนด นี่คือการส่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงความตั้งใจของกองทัพที่จะสนับสนุนการส่งออกแรงงาน ในขณะที่ก็มีมาตรการกําจัดหน่วยงานที่ไม่ปฏิบัติตามกฎ
รัฐบาลกองทัพเมียนมายังได้แนะนํากฎระเบียบที่สนับสนุนการโอนเงินสดจากแรงงานชาวต่างชาติอีกด้วย โดยธนาคารกลางของเมียนมาได้กําหนดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการระหว่างสกุลเงินต่างชาติกับเงินจ๊าด แต่เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2022 ธนาคารกลางเมียนมาได้ออกประกาศว่า การโอนเงินจากชาวต่างชาติได้รับการยกเว้น ส่วนแรงงานเมียนมาในต่างประเทศก็สามารถส่งเงินกลับบ้านได้ใกล้เคียงกับอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2,850 จ๊าดต่อดอลลาร์เทียบกับเรทอย่างเป็นทางการที่ 2,100 จ๊าดต่อดอลลาร์
ทางการเมียนมาระบุว่า การโอนเงินไปยังเมียนมาผ่านช่องทางทางการ รวมถึงธนาคารมีมูลค่ารวม 1,500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 52,410 ล้านบาท ในช่วง 6 เดือนจนถึงเดือนเมษายน
แน่นอนว่าชาวเมียนมาจํานวนมากเองก็ต้องการไปทํางานต่างประเทศ จํานวนผู้สมัครจากทั่วประเทศที่หวังจะสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นที่กําหนดไว้ในวันที่ 2 กรกฎาคมมีประมาณ 100,000 คน และในเดือนธันวาคม 2022 มีผู้สมัครประมาณ 52,000 เป็นชาวเมียนมา ซึ่งเป็นประเทศหรือภูมิภาคที่อยู่นอกประเทศญี่ปุ่น
ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นระดับหัวกะทิและสอบทุนเรียนของรัฐบาลเมียนมาได้ แต่ก็ยอมทิ้งทุนหรือลาออก เพื่อไปสมัครโครงการหางานทำในต่างประเทศแทน เพื่อไปหาชีวิตที่ดีกว่านอกประเทศ และยอมรับไม่ได้ที่จะเรียนต่อในมหาวิทยาลัยภายใต้รัฐบาลทหาร หรือทํางานให้กับหน่วยงานของรัฐหลังจากสําเร็จการศึกษา
การอพยพของชาวเมียนมาจำนวนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังสำคัญหลักของประเทศ ทำให้กองทัพประกาศระงับออกหนังสือเดินทางแก่พลเมืองมาตั้งแต่ 17 มกราคม 2023 เพื่อสกัดกั้นการเดินทางออกนอกประเทศของพลเมือง ซึ่งทางการพม่าระงับการออกหนังสือเดินทางทั้งหมด ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของการออกหนังสือ ต่ออายุหนังสือ หรือรับคำร้องของหนังสือเดินทางใหม่ แนวโน้มในรอบนี้เริ่มเห็นได้ตั้งแต่การปิดสำนักงานออกหนังสือเดินทางที่นครย่างกุ้ง เมื่อ 2 มกราคมที่ผ่านมา
สื่อของเมียนมารายงานว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาประชาชนพม่าเดินทางออกนอกประเทศครั้งนี้ ไม่ได้มีแต่แรงงานไร้ฝีมือ แต่ยังมีแพทย์ นายทุน ปัญญาชน นักธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ ช่างเทคนิคไอที และสื่อมืออาชีพ หลายคนเดินทางออกจากพม่าไปแล้ว ขณะที่หลายคนยังอาจวางแผนกำลังจะออกนอกประเทศอยู่
ผู้อพยพเหล่านี้มีบทบาทในการสานสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในระดับประชาชน และมีศักยภาพในการสร้างความเข้าใจอันดีและอนาคตร่วมกันระหว่างไทย อินเดีย พม่า และประเทศอื่นๆ ด้วยในช่วงเวลาหลังจากนี้ ผู้อพยพชาวพม่าอาจหนีออกจากประเทศด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ หรือเหตุผลทางการเมืองก็ได้ ประเทศพม่าในขณะนี้กำลังเกิดสภาวะสมองไหล โดยประเทศอื่นๆ ได้รับประโยชน์มากน้อยต่างกันไป
แม้จะไม่มีตัวเลขที่แน่นอน แต่มีการประเมินกันว่าผู้อพยพชาวพม่าอาจมีสูงเกิน 2 แสนคนในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย ขณะที่อีกหลายล้านคนอยู่ในประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินเดีย บางคนอาจย้ายประเทศเพียงชั่วคราว แต่บางคนก็อาจย้ายประเทศอย่างถาวร นักธุรกิจ รวมถึง ผู้นำรัฐบาลทหารบางส่วนเอง ก็ตัดสินใจย้ายสำมะโนครัวและทรัพย์สินไปอยู่ในต่างประเทศเช่นกัน
ซึ่งนี่อาจจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเมียนมาในระยะยาว เพราะบุคคลระดับปัญญาชน หรือผู้มีอันจะกิน มีความรู้ความสามารถต่างไหลออกไม่หยุด และหลายคนเลือกที่จะไปอย่างถาวร
และแม้ว่าแรงงานอีกจำนวนไม่น้อยที่อพยพไปต่างประเทศแล้วส่งเงินกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อให้ครอบครัวใช้จ่าย จะส่งผลให้มีเงินตราต่างประเทศเข้าสู่เมียนมาก็ตาม แต่นี่อาจจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน เพราะสุดท้ายแล้วการที่เมียนมาพึ่งพาตัวเองไม่ได้ จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลังโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ และผู้ที่จะได้รับผลกระทบตามมาคือประเทศเพื่อนบ้าน ที่ต้องรับภาระจากปัญหาพลเมียนมาเมืองย้ายถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
