ทศวรรษที่หายไปของเศรษฐกิจญี่ปุ่น อาจจะกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อล่าสุดประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลก กลับมาเติบโตอย่างร้อนแรงกว่าที่คาดเอาไว้มากถึง 3 ไตรมาสติด โดยในช่วงไตรมาสที่ 2/2023 เศรษฐกิจญี่ปุ่นโตถึง 6% นับว่าสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบ 30 ปี นับตั้งแต่ญี่ปุ่นเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงยุคปี 1990 ที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นโตไม่เกิน 1% และยังเป็นการเติบโตที่ร้อนแรงกว่าประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจระดับเดียวกันที่กำลังอยู่ในสภาวะชะลอตัวหรือถดถอย

ปัจจัยเกิดจาการที่สกุลเงินเยนที่อ่อนค่ากระตุ้นการส่งออก ที่ช่วยให้ผู้ส่งออกสินค้าที่ผลิตในญี่ปุ่นมีราคาถูกลงสําหรับผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งลดลงมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในปีนี้

อย่างที่ทราบกันคือ GDP เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สําคัญที่สุดในการดูว่าเศรษฐกิจกําลังดีหรือไม่ดี ช่วยให้ธุรกิจตัดสินว่า เมื่อใดควรขยายและจ้างคนมากขึ้น และช่วยให้รัฐบาลคํานวณว่าต้องเสียภาษีและใช้จ่ายเท่าใด

ผลกําไรที่ผู้ผลิตรถยนต์ของประเทศทั้งโตโยต้า ฮอนด้า และนิสสันได้รับการกระตุ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเนื่องจากพวกเขาเห็นความต้องการส่งออกที่เพิ่มขึ้น

ในขณะที่ค่าเงินเยนที่อ่อนลงทําให้การนำเข้าสินค้ามีราคาสูงขึ้น แต่สินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก เช่น น้ํามัน และก๊าซกลับมีต้นทุนที่ลดลง เนื่องจากการปรับตัวลงของราคาที่ผ่านมา

ส่งผลให้มูลค่าการนําเข้าลดลง 4.3% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นตัวแปรสําคัญที่ผลักดันให้ GDP ญี่ปุ่นเติบโต

เศรษฐกิจของญี่ปุ่นยังได้รับแรงหนุนจากจํานวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นหลังจากรัฐบาลยกเลิกข้อจํากัดด้านพรมแดนเมื่อปลายเดือนเมษายน ซึ่ง ณ เดือนมิถุนายนจํานวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนญี่ปุ่นฟื้นตัวมากกว่า 70% จากระดับก่อนเกิดโรคระบาดตามรายงานของหน่วยงานการท่องเที่ยวแห่งชาติของญี่ปุ่น

การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวยังคาดว่าจะทําให้เศรษฐกิจของประเทศได้รับแรงหนุนมากขึ้นจากเดือนนี้หลังจากจีนยกเลิกการห้ามเดินทางเป็นกลุ่ม ซึ่งก่อนเกิดโรคระบาดนักท่องเที่ยวชาวจีนคิดเป็นมากกว่า 1 ใน 3 ของการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในญี่ปุ่นที่ช่วยชดเชยผลกระทบจากการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศที่ชะลอตัวหลังการระบาดใหญ่

ผลที่ตามมาคือ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว การจ้างงานของภาคเอกชนก็เพิ่มขึ้น รวมทั้งค่าแรงของญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วที่สุดในรอบ 28 ปี ซึ่งจะเห็นได้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นมีการปรับอัตรารายได้ขั้นต่ำของแรงงานสูงขึ้นเพื่อให้สอดรับกับเงินเฟ้อที่เป้าหมายของธนาคารกลางญี่ปุ่นจะคงไว้ที่ระดับ 2%