บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ประกาศแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยแยกธุรกิจการค้าปลีก การค้าส่ง การสั่งผลิต การนำเข้าและการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนาและการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจเดิมของ Big C ทั้งหมด ให้รวมอยู่ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท บิ๊กซี รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “BRC” พร้อมลุยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เป็นผลสำเร็จ
ภายใต้งบประมาณการลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาทในช่วง 2 ปีนับจากนี้ (2566-2567) ที่ BRC ใช้เร่งเครื่องธุรกิจในทุกมิติ โดยงบประมาณส่วนหนึ่งจะถูกใช้ในการพัฒนาศักยภาพของ “Big C” แบรนด์ค้าปลีกในเครือเป็นเรือธงหลักในการสร้างการเติบโตในหลายโมเดล
“อัศวิน เตชะเจริญวิกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BRC เปิดเผยว่า ปัจจุบันบิ๊กซีสามารถขยายตัวจนมีธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) รวม 1,741 สาขาทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยแบ่งเป็นประเภทร้านค้าขนาดใหญ่ 200 สาขา, ประเภทร้านค้าขนาดเล็ก 1,518 สาขา และประเภทอื่นๆ เช่น ตลาดนัด, บิ๊กซี ฟู้ด เซอร์วิส, บิ๊กซี ดีโป้ รวม 23 สาขา รวมถึงมีธุรกิจประเภทค้าส่ง และธุรกิจอื่น เช่น ร้านขายยาเพรียว, ร้านกาแฟวาวี, ร้านหนังสือเอเชียบุ๊คส
“บิ๊กซี” มีส่วนแบ่งตลาด 41.9% ในธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ตของไทย ถือเป็นเบอร์ 2 ของตลาด (เบอร์ 1 ของธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ตมีมาร์เก็ตแชร์อยู่ 56.6%)
ด้านแผนงานระยะยาว อัศวินมองว่า ตลาดในประเทศไทยจะเน้นการเปิดโมเดิร์นเทรดขนาดกลางและขนาดเล็กในชุมชน เน้นหัวเมืองรองมากขึ้น เนื่องจากพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดขนาดใหญ่ค่อนข้างจะ ‘แน่น’ แล้ว โดยเฉพาะถ้าหากจะเปิดรีเทลประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ต จะหาที่ดินและทำเลเปิดได้ยาก
ส่วนที่น่าสนใจคือ ตลาดต่างประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งทางบิ๊กซีมีการลงทุนแล้วในลาว กัมพูชา และเวียดนาม ดังนี้
– ลาว: บิ๊กซี มินิ 63 สาขา (แฟรนไชส์) และวางแผน
– กัมพูชา: บิ๊กซี มินิ 18 สาขา, Kiwi Mart 2 สาขา, บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ 1 สาขา
– เวียดนาม: ร้านสะดวกซื้อ B’s Mart 78 สาขา
“เรามองการแข่งขันต่อจากนี้ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เป็นตลาดอาเซียน โดยเราต้องการจะเป็นเบอร์ 1 ธุรกิจโมเดิร์นเทรดในอาเซียน”
ขณะนี้ถือได้ว่า BRC เป็นเบอร์ 1 แล้วในประเทศลาว และกำลังจะเริ่มเปิดบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์สาขาแรกในลาว พร้อมมองโอกาสของประเทศลาว คาดว่าจะรองรับไฮเปอร์มาร์เก็ตของบิ๊กซีได้ 10 สาขาเป็นอย่างน้อย
ส่วนตลาดกัมพูชาและเวียดนามก็กำลังเดินหน้าขยายตัว โดยแย้มว่าห้างค้าปลีกค้าส่งในเวียดนาม “MM Mega Market” ซึ่งอยู่ในเครือ BJC เช่นกัน จะถูกโอนย้ายมาอยู่ในพอร์ตของ BRC ด้วย และจะเปลี่ยนชื่อเป็น “Big C Mega Market” ในอนาคต
ปัจจุบันรายได้จากต่างประเทศคิดเป็นเพียง 10% ในพอร์ตของบิ๊กซี แต่อัศวินคาดว่าภายใน 5-7 ปีข้างหน้า สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะพุ่งขึ้นเป็น 20-40% หลังจากเข้าไปขยายการลงทุนได้มากขึ้น
หนึ่งในความน่าสนใจคือ การเปิดตัวโมเดลใหม่ล่าสุด “Big C Place” Store Format ขนาดใหญ่ที่เข้ามาตอบโจทย์การช้อปปิ้ง และการพักผ่อนที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ และขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น โดยเตรียมเปิดให้บริการ Big C Place สาขาแรกที่ “ลำลูกกา คลอง 5” ราวต้นเดือนกรกฏาคม 2566 นี้ ซึ่วเป็นการปรับจาก “บิ๊กซีซุปเปอร์เซ็นเตอร์ ลำลูกกา” ไปยังโมเดล “Big C Place” เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในย่าน ก่อนจะเปิดสาขาลำดับถัดไปที่ “รัชดาภิเษก” ในปี 2567 ซึ่งเป็นการรีโนเวตจาก “บิ๊กซีซุปเปอร์เซ็นเตอร์ รัชดา” เก่า ภายใต้งบประมาณราว 500 ล้านบาทในรูปแบบใหม่เช่นกัน โดยสาขานี้จะเป็นแฟล็กชิฟของโมเดลดังกล่าวที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย
“ดุษณี เมอร์ลิง” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน BRC เปิดแผนลงทุนปี 2566-67 ของบริษัท วางแผนลงทุนเฉลี่ยปีละ 10,000 ล้านบาท
แบ่งสัดส่วนการลงทุนโดยคร่าว 23% จะเป็นการรีโนเวตสาขาเดิม 20% ลงทุนในประเภทร้านค้าขนาดใหญ่ (ไฮเปอร์มาร์เก็ต) 17% ลงทุนในร้านค้าขนาดเล็ก (บิ๊กซี มินิ) 11% ลงทุนในบิ๊กซี ฟู้ด เซอร์วิส และอีก 8-10% ลงทุนในตลาดต่างประเทศ
ก่อนหน้านี้ BRC เคยให้ข่าวไว้ว่า ในตลาดไทยปี 2566 จะเปิดสาขาประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ตรวม 3 สาขา และเปิดบิ๊กซี มินิอีก 100-200 สาขา รวมถึงมีการรีโนเวต 25 สาขาไทย
