เรียกได้ว่าผลักดันกันจนประสบความสำเร็จสำหรับการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐฯ ของ “VinFast” บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเวียดนาม ที่ล่าสุดได้เข้าเปิดซื้อขายในตลาดหุ่นฃฃ้น Nasdaq และกลายเป็น บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ

หุ้น VFS เปิดการซื้อขายบน Nasdaq ที่ 22 ดอลลาร์ต่อหุ้น หรือประมาณ 780.42 บาท ด้วยจํานวน 2,300 ล้านหุ้น มูลค่าโดยประมาณอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.7 ล้านล้านบาท ทำให้ VinFast กลายเป็นบริษัทสัญชาติเวียดนามที่มีมูลค่าธุรกิจสูงที่สุดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ

หลังจากปิดการซื้อขายวันแรก ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 37.06 ดอลลาร์ต่อหุ้น หรือประมาณ 1,314.65 บาท ประเมินมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 85,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3 ล้านล้านบาท

​​ซึ่งหลังจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ผ่าน SPAC (Special Purpose Acquisition Company) โดยควบรวมกิจการกับบริษัทที่ชื่อว่า Black Spade บริษัทก็ตั้งเป้าสู้กับแบรนด์รถยนต์เจ้าอื่นในตลาด โดยเฉพาะรายใหญ่อย่าง Tesla และ BYD ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดของรถยนต์ในกลุ่มนี้อยู่

Le Thi Thu Thuy ผู้อํานวยการทั่วไปของ VinFast Global กล่าวว่าความสําเร็จของ VinFast จะสร้างรากฐานที่มั่นคงสําหรับเป้าหมายในการสร้างความนิยมในรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยปฏิบัติตามคํามั่นสัญญาในการปฏิวัติการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืนในระดับโลก และยังเปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นทิศทางที่สําคัญสําหรับการพัฒนาของบริษัทในอนาคต

“เราหวังว่าเรื่องราวของ VinFast จะสร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสมากขึ้นสําหรับแบรนด์เวียดนามที่จะออกไปลุยตลาดทั่วโลก”

ในเวียดนาม VinFast ได้ปรับใช้เครือข่ายจุดชาร์จไฟที่ครอบคลุม 63 จังหวัด ส่วนในระดับโลก VinFast มีโชว์รูมและศูนย์บริการ 122 แห่ง

ส่วนในตลาดสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการเดินหน้าสร้างโรงงานที่รัฐนอร์ทแคโรไลนาบนพื้นที่ 1,800 เอเคอร์ เพื่อผลิตรถยนต์ให้ได้ 150,000 คันต่อปีในช่วงแรก โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2025

การเข้าสู่ตลาดหุ้น Nasdaq ของ VinFast ได้ส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงกว่าทั้ง Ford Motor, GM, Stellantis, BMW และ Volkswagen เทียบเท่ากับ Mercedes-Benz และสูงกว่าสตาร์ทอัพรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในสหรัฐอเมริการวมกัน 

ไม่เพียงเท่านั้นยังทำให้ Pham Nhat Vuong ประธานบริหารของ Vingroup มีความมั่งคั่งทางทรัพย์สินพุ่งขึ้นถึง 33,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.39 ล้านล้านบาทเพียงชั่วข้ามคืน รวมมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ 44,300 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.56 ล้านล้านบาท

และยังทำให้ VinFast เป็นบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าที่มีมูลค่าธุรกิจมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลกรองจาก Tesla และ BYD

อย่างไรก็ตาม VinFast ยังคงต้องพิสูจน์ฝีมืออีกมาก แม้จะก้าวเข้าสู่ตลาดระดมทุนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้แล้ว เพราะยอดการจำหน่วยรถยนต์ขอบริษัทในสหรัฐฯ ยังค่อนข้างน้อยมาก และซึ่งทาง S&P Global Mobility ระบุว่าจนถึงเดือนมิถุนายนผ่านมามีรถ EV ของ VinFast เพียงแค่ 137 คันเท่านั้นที่ได้รับการจดทะเบียนในสหรัฐฯ จากการส่งออกมายังอเมริกาเหนือกว่า 3,000 คัน เพราะยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มลูกค้าได้

และยังต้องเผชิญกับความเสียเปรียบทางด้านภาษีจากการที่ Tesla ได้รับเครดิตภาษีมูลค่า 7,500 ดอลลาร์ (หรือประมาณ 265,000 บาท) จากนโยบายของรัฐบาล ขณะที่รถจาก VinFast ยังไม่เข้าเกณฑ์ภาษีเนื่องจากไม่ได้ผลิตในสหรัฐฯ