รถไฟความเร็วสูง “วูช” (WHOOSH) ซึ่งเป็นโครงการอันแสนภาคภูมิใจของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด้ แห่งอินโดนีเซีย และประธานาธิบดีจีนสี จิ้นผิง ภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative ของรัฐบาลปักกิ่ง ซึ่งเชื่อมต่อเมืองหลวงอย่างกรุงจาการ์ตา สู่นครบันดุงเมืองตากอากาศสำคัญตั้งแต่ยุคอาณานิคม และปัจจุบันเป็นเมืองใหญ่อันดับ 4 ของประเทศ โดยมีการคาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจในเชิงบวกต่อพื้นที่ตามแนวเส้นทาง
สำหรับเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายแรกของภูมิภาคอาเซียน มีระยะทางราว 140 กิโลเมตร ทำความเร็วสูงสุดถึง 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งทำให้การเดินทางระหว่างนครบันดุงและกรุงจาการ์ตาใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องเดินทางไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงโดยรถไฟธรรมดา และ 4 – 5 ชั่วโมงโดยรถยนต์
โดยขบวนรถไฟมี 8 ตู้โดยสาร ความจุผู้โดยสาร 601 คน รัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าที่จะค่อย ๆ เพิ่มความถี่ของการให้บริการตลอดระยะเวลาตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 1 ตุลาคม – มกราคม 2024
รถไฟความเร็วสูงมีชื่อว่า WHOOSH ประธานาธิบดีโจโกวี่กล่าวว่า ชื่อนี้เป็นตัวย่อของ “Waktu Hemat, Operasi Optimal, Sistem Hebat” ซึ่งหมายถึง “การประหยัดเวลา การดําเนินงานที่ดีที่สุด ระบบที่ยอดเยี่ยม” ในภาษาอินโดนีเซีย
ถ้าจะใช้บริการค่าโดยสารเท่าไหร่?
รัฐมนตรีประสานงานด้านกิจการทางทะเลและการลงทุนของอินโดนีเซีย Luhut Pandjaitan ระบุว่า ค่าโดยสารสําหรับที่นั่ง First-class และ Second-class ยังไม่ได้เปิดเผย แต่ราคาสำหรับตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว คือ 250,000 รูเปียห์ หรือราว 590 บาท และ 300,000 รูเปียห์ หรือราว 707 บาทสำหรับที่นั่งที่กว้างขวางมากขึ้น พร้อมที่เก็บสัมภาระและที่พักเท้า บริการชาร์จ Wi-Fi และ USB train จะให้บริการแก่ผู้โดยสารทุกคน
นอกจากนี้ยังมีที่นั่งวีไอพีที่ราคาตั๋วอยู่ที่ 350,000 รูเปียห์ หรือราว 862 บาท ต่อผู้โดยสารหนึ่งคน
ชาวอินโดนีเซียรู้สึกอย่างไรกับรถไฟสายนี้?
สำหรับปฏิกิริยาของผู้คนชาวอินโดนีเซียมีความคิดที่แตกต่างกันไป หลังจากที่ได้เข้าร่วมการทดลองใช้บริการ ซึ่งก็มีทั้งบอกว่า ทำให้การเดินทางนั้นสะดวกสบายมากขึ้น และหลายคนที่มีครอบครัวและเพื่อนอยู่ที่บันดุง การเดินทางไปกลับจะง่ายและกลับได้บ่อยขึ้น ไม่ต้องทนนั่งรถนานๆ หรือเผชิญกับรถติดอีกต่อไป
แต่ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่บอกว่า ราคาตั๋วนั้นแพงเกินไป เมื่อเทียบกับรายได้ของคนอินโดนีเซีย และผู้ที่จะใช้งานบ่อยคงมีเพียงแค่นักธุรกิจที่มีกำลังจ่ายหรือนักท่องเที่ยวเท่านั้น บางคนก็หันกลับไปโดยสารรถบัส หรือรถไฟธรรมดาที่ในแง่ของค่าใช้จ่ายนั่นย่อมเยากว่ามาเพียง 160-190 บาทต่อเที่ยว แม้จะต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่าก็ตาม
ผลกระทบทางเศรษฐกิจของทางรถไฟสายใหม่คืออะไร?
เนื่องจากบันดุงเป็นที่รู้จักในฐานะพื้นที่ด้านการท่องเที่ยวพักผ่อน การผลิตอาหารและไร่ชา รวมทั้งเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ สิ่งที่ตามมาคือ การเดินทางของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในเมือง
ตัวแทนจาก Kereta Cepat Indonesia China (KCIC) สมาคมอินโดนีเซีย-จีนที่ดําเนินกิจการรถไฟสายนี้ และกระทรวงประสานงานด้านกิจการทางทะเลและการลงทุนของอินโดนีเซียบอกกับ Nikkei Asia ว่ารถไฟจะมี “ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่” พื้นที่เชิงพาณิชย์ใหม่ พร้อมโรงแรม และห้างสรรพสินค้ากําลังได้รับการพัฒนาใกล้กับสถานี Halim ในจาการ์ตา และที่สถานีถัดไปอย่าง Karawang
แต่ถึงกระนั้น บางคนก็ยังสงสัยเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจเชิงบวกอยู่ดี
Piter Abdullah กรรมการบริหารของสถาบันวิจัย Segara ในจาการ์ตากล่าวว่า แม้ว่ารถไฟความเร็วสูงสายนี้จะเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ เพราะนี่เป็นรถไฟความเร็วสูงสายแรกในภูมิภาคอาเซียน แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพราะคาดว่าผู้คนจะยังคงใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อเดินทางมายังบันดุงอยู่ดี เนื่องจากในเมืองยังขาดแคลนระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อถือได้ และไม่ได้สะดวกสักเท่าไหร่สำหรับการเดินทางในเมืองโดยปราศจากรถยนต์ส่วนตัว
พร้อมกับเสริมว่า รถไฟความเร็วสูงจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสําคัญหากเชื่อมต่อจาการ์ตาถึงนครสุราบายา ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ และเมืองหลวงของจังหวัดชวาตะวันออก ห่างจากจาการ์ตาประมาณ 700 กม. ซึ่งมีแผนจะขยายต่อในอนาคต แต่แผนดังกล่าวก็ต้องพิจารณาอีกครั้งว่าจะสามารถไปถึงระยะทางขนาดนั้นเมื่อไหร่ และต้องใช้งบประมาณมหาศาลมากขนาดไหน เพราะเพียงแค่ระยะทางสั้นๆ เพียง 140 กว่ากิโลเมตรก็ใช้งบประมาณสูงถึง 7,300 ล้านดอลลาร์ ราว 269,800 ล้านบาท กับเวลาการก่อสร้างนานมากกว่า 5 ปี
ซึ่งถ้ามีการก่อสร้างยาวถึงสุราบายาอาจจะต้องใช้งบประมาณมหาศาลหลายล้านล้านบาท อีกทั้งก็ไม่อาจจะคาดการณ์ได้ว่าเส้นทางในเฟสแรกจะคืนทุนได้ในอีกกี่ปี
แผนสําหรับส่วนขยายต่อในอนาคต
ประธานาธิบดีโจโกวี่หวังที่จะขยายทางรถไฟออกไปนอกเมืองบันดุงเพื่อไปยังเมืองใหญ่ๆ เช่น เคอร์ตาจาติ ยอกยาการ์ตา โซโล และสุราบายา
รัฐมนตรี Luhut Pandjaitan กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อต้นเดือนกันยายนว่า ประธานาธิบดีได้ให้แนวทางในการดําเนินการศึกษาสําหรับเส้นทางส่วนต่อขยาย เพื่อให้สามารถไปยังเมืองสุราบายาได้ พร้อมเสริมว่าจีนจะ “มีความสุขมาก” หากสามารถมีส่วนร่วมในโครงการขยายส่วนได้เช่นกัน
ทั้งนี้ประธานาธิบดีโจโกวี่ตั้งความหวังว่า ประชาชนจะสามารถใช้รถไฟความเร็วสูงได้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นไป นอกจากนี้เขายังหวังว่า ประชาชนจะมีการเปลี่ยนจากรถยนต์ส่วนตัวเป็นระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูง LRT รถไฟฟ้าใต้ดิน และรถเมล์ทรานส์จาการ์ต้า เพื่อลดความแออัดของถนนและปัญหามลพิษ ซึ่งจาการ์ต้านับเป็นมหานครที่เผชิญกับปัญหาการจราจรติดขัดขั้นเลวร้ายที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก และมีปัญหามลพิษทางอากาศสูงอย่างมาก
อีกทั้งความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากปัญหาความแออัดของมหานครจาการ์ตา และนครบันดุงในแต่ละปีมีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านล้านรูปี หรือราว 2.35 แสนล้านบาท
