บริษัท ดับเบิลยู เอ็ม มอเตอร์ (WM Motor) ผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสัญชาติจีน ได้ยื่นเอกสารล้มละลายต่อศาลในเซี่ยงไฮ้ จากปัญหาสถานะทางการเงินของบริษัทที่ขาดทุนสะสมกว่า 8,200 ล้านหยวน หรือกว่า 40,000 ล้านบาท ในช่วง ปี 2018-2021 ประกอบการสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศจีนชะลอตัวต่อเนื่อง อีกทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างมาก


ก่อนหน้านี้ WM Motor สามารถสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ภายใน 16 เดือน และผลิตรถ EV รุ่นแรกภายในเวลาแค่ 3 ปี และมียอดจำหน่ายมากกว่า 30,000 คันภายในปี 2020 จนเป็นที่จับตามาองว่านี่ คือผู้ท้าชิง Tesla และค่ายรถยนต์อื่นๆ ในที่เป็นแบรนด์สัญชาติจีนเช่น Nio, Li Auto หรือ Xpeng Motor

แต่ในปี 2023 ทาง WM Motor ได้ยื่นล้มละลายจากปัญหาทางการเงิน และจำหน่ายรถได้เพียง 29,400 คันในปี 2022 ซึ่งลดลงถึง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับปี 2021 สวนทางกับอัตราการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในจีนที่เพิ่มขึ้นกว่า 6.8 ล้านคัน หรือราว 93% กับปีก่อนหน้า

ประกอบกับปัญหาของเศรษฐกิจจีนจากวิกฤติอสังหาฯ เริ่มส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2023 ยอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดเพิ่มขึ้นเพียง 39% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ทำได้ถึง 114% อันเป็นผลมาจากสงครามราคาของรถยนต์ไฟฟ้า ที่แม้แต่ Tesla ก็ยังปรับราคาลดลง

สำหรับ WM Motor หรือ Weltmesiter ในภาษาเยอรมัน ก่อตั้งโดย ฟรีแมน เฉิน (Freeman Shen) ในปี 2015 เขาเคยเป็นผู้บริหารให้กับบริษัทรถยักษ์ใหญ่อย่าง Geely และ Volvo มาก่อน และการล้มละลายของ WM Motor ไม่ได้เป็นครั้งแรกของค่ายรถยนต์จีน ซึ่งก่อนหน้านี้ Byton ก็ได้ยื่นล้มละลายในช่วงปี 2020 และคาดการณ์ว่าการแข่งขันที่ดุเดือดของค่ายรถยนต์ EV อาจจะมีผู้เล่นที่ไม่ได้ไปต่อหรือล้มหายตายจากในตลาดอีกจำนวนไม่น้อย

ทั้งนี้เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2019 ผู้บริหารกลุ่มพัฒนานวัตกรรมและดิจิทัลของ ปตท. ได้จับมือกับ WM Motor เพื่อลงนามในบันทึกความร่วมมือว่าจะร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ที่จะตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย รวมถึงพัฒนาแบตเตอรี่ด้วย

นอกจากนี้ การร่วมมือครั้งนี้ยังกล่าวถึงโอกาสที่จะให้ ปตท. เป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าของ WM Motor ในประเทศไทยรวมถึงส่งออกไปยังประเทศใกล้เคียง แต่ตลอด 4 ปีหลังจากนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ตามมา