ญี่ปุ่นครองอันดับสุดท้ายในการจัดอันดับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานทั่วโลก โดยวัดจากการประเมินสุขภาพร่างกาย จิตใจ และสังคม ผลการสํารวจที่จัดทําโดย สถาบันสุขภาพแมคคินซีย์ (McKinsey Health Institute) แสดงให้เห็นว่า


โดยญี่ปุ่นได้คะแนนเพียง 25% ในการสํารวจแรงงานมากกว่า 30,000 คนใน 30 ประเทศตามผลการศึกษา ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลกที่ 57%


ผลวิจัยพบว่าแรงงานชาวญี่ปุ่นราว 30% มีสุขภาพทางสังคม 74% สุขภาพร่างกายเพียง 24% และสุขภาพทางจิตเพียง 42%


แม้ว่าธุรกิจญี่ปุ่นจะมีรูปแบบการจ้างงานตลอดชีวิต ซึ่งสร้างความมั่นคงในการมีงานทำไปจนแก่ แต่ในอีกมุมคือ ในกรณีที่พนักงานรู้สึกอยากเปลี่ยนงานหรือทำงานที่นี่แล้วไม่มีความสุข การจะหางานใหม่หรือย้ายงานนั้นก็ได้ยาก
โรเชล คอปป์ ผู้ให้คำปรึกษากับบริษัท เกี่ยวกับการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมและการดำเนินธุรกิจ และเป็นกรรมการบริหารของ MS&AD Insurance Group Holdings Inc บอกว่า การทำงานในญี่ปุ่นแรงงานเผชิญกับปัญหาสําคัญคือการขาดความพึงพอใจในที่ทํางาน โดยเฉพาะการต้องเผชิญกับระดับความเครียดสูง แรงกดดันหนัก และสภาพจิตใจที่ย่ำแย่


ในขณะเดียวกันแรงงานญี่ปุ่นจํานวนมาก เริ่มจะหันมาทํางานแบบสัญญาระยะสั้นมากขึ้น ซึ่งทําให้เกิดความไม่มั่นคงแน่นอนในชีวิต


สําหรับชีวิตของผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ ที่หลังจากตื่นนอนแล้วจะถูกใช้ไปกับการทํางาน และนายจ้างคือผู้มีโอกาสมีอิทธิพลต่อสุขภาพร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณของพนักงาน มากกว่าคนใกล้ตัว


และรายงานยังชี้ให้เห็นว่า ความเหนื่อยหน่ายเป็นสาเหตุสําคัญที่ทําให้พนักงานลาออกจากงาน


ส่วนประเทศอื่นที่ได้อันดับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานระดับที่สูงได้แก่ ตุรกีมีคะแนนมากที่สุด 78% รองลงมาเป็นอินเดีย 76% และจีน 75%


จากการสํารวจของ McKinsey พนักงานที่มีประสบการณ์การทํางานสูงในญี่ปุ่น จะมีสุขภาพแบบองค์รวมดีขึ้น มีนวัตกรรมในการทํางานมากขึ้น และแสดงประสิทธิภาพการทํางานที่สูงขึ้นตามอายุงาน แต่คนที่ทำงานใหม่ๆ นั้นต้องเผชิญกับความย่ำแย่ของสังคมทำงานที่ต้องใช้เวลาและแรงทั้งหมดกว่าจะผ่านไปได้


ความเหนื่อยหน่ายที่เพิ่มขึ้น


ผู้คนในวัยทำงานกว่า 50% แสดงอาการเหนื่อยหน่าย ซึ่งเพิ่มโอกาสในการลาออกจากงานถึง 3 เท่า


นักวิจัยที่ศึกษาข้อมูลความเหลื่อมล้ําทางประชากรศาสตร์เกี่ยวกับความเหนื่อยหน่ายในการทำงานพบว่า แรงงานที่มีอายุระหว่าง 18 – 24 ปีที่ทํางานให้กับบริษัทขนาดเล็ก และผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ใช่ผู้บริหารทั้งหมดมีอัตราการเกิดอาการเหนื่อยหน่ายที่สูงขึ้น


อาการเหนื่อยหน่ายอาจเกิดจากความต้องการหรือแง่มุมของงานที่ต้องการพลังงาน รวมถึงการจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นมลพิษในองค์กร หรือความคลุมเครือของบทบาทหน้าที่การทำงานที่ไม่ชัดเจน


ผลกระทบต่อสุขภาพจิต


นอกเหนือจากความเหนื่อยหน่ายแล้วยังมีผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่เป็นอันตรายต่อจิตใจจํานวนมากในที่ทํางานที่ธุรกิจต้องแก้ไข และมีจุดเริ่มต้นมาจากความเหนื่อยหน่าย


ความคลุมเครือของบทบาทหน้าที่การงาน ความขัดแย้งภายในองค์กร บทบาทหรือพฤติกรรมในที่ทํางานที่เป็นมลพิษนั้น ทำให้แรงงานมีอาการเหนื่อยหน่ายได้มากกว่าถึง 7 เท่า


จากการสํารวจของ McKinsey ระบุว่า การที่จะมีประสิทธิภาพการทํางานที่ดีขึ้น และมีความสมดุลระหว่างชีวิตและการทํางานที่ดีขึ้น นายจ้างจําเป็นต้องสนับสนุนด้านสุขภาพจิตของพนักงานทุกคน และหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการป้องกันเพื่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพเชิงลบ และสร้างสภาพแวดล้อมการทํางานที่พนักงานจํานวนมากมีสุขภาพแบบองค์รวมในเชิงบวก