หลายคนทราบว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่อะไรๆ ก็แพงไปหมด ค่าครองชีพสูง รายได้สูง แต่ก็แลกมากับการอยู่ในประเทศที่มีขนาดเล็กเพียงครึ่งหนึ่งของพื้นที่กรุงเทพฯ กับขนาดประชากรราว 6 ล้านคน

ยิ่งการมีรถยนต์ส่วนตัวเป็นของตัวเองนั้น ยิ่งแทบจะเป็นเรื่องยากมาสำหรับคนสิงคโปร์ เพราะด้วยความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณจำนวนรถบนท้องถนนไม่ให้เกิน 1 ล้านคัน เพื่อไม่ให้รถยนต์ล้นเกาะจนเกิดปัญหาการจราจรติดขัด ทำให้การที่ใครสักคนจะครอบครองรถสักคันต้องใช้เงินสูงมาก จนติดอันดับ 1 ประเทศที่ราคารถยนต์และใบอนุญาตการครอบครองรถที่แพงที่สุดในโลก

ปัจจุบันในปี 2023 ผู้ซื้อรถจำเป็นต้องยื่นขอใบอนุญาตขับขี่และครอบครองรถที่เรียกว่า COE = Certificate of Entitlement (COE) ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 1990 เสียก่อน และเวลานี้มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 106,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.9 ล้านบาท ซึ่งมีอายุเพียง 10 ปี และการที่ใครสักคนจะได้มาครอบครองต้องรอให้ผู้ที่ครอบครองก่อนหน้าใบอนุญาตหมดอายุก่อนแล้วไม่ได้รับการต่ออายุ ซึ่งจะต้องรันตามคิวที่ระบุเอาไว้ตามโควตาการประมูล โดยกว่าจะได้ใบอนุญาตเพื่อนำไปยืนยันการซื้อรถยนต์อาจต้องใช้เวลาเป็นปีหรือหลายปี

นั่นทำให้สิงคโปร์เป็นเมืองที่มีค่าใช้จ่ายในการซื้อรถแพงที่สุดในโลก โดย COE สำหรับรถยนต์ B Segment แบบ 4 สักคันพุ่งขึ้นถึง 4 เท่าในปี 2023 จากปี 2020 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.9ล้านบาท

เมื่อรวมทั้งใบอนุญาตซีโออี ค่าจดทะเบียนและภาษี ราคาปัจจุบันของโตโยต้า คัมรี่ ไฮบริดตัวล่าสุด ในสิงคโปร์ จึงอยู่ที่ 183,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.7 ล้านบาท นั่นเท่ากับการซื้อ BMW ซีรีส์ 5 ในไทยได้เลย

อันที่จริงแล้วราคาของใบอนุญาต COE จะไม่เท่ากันในแต่ละปี ขึ้นอยู่กับปริมาณและความต้องการ อย่างในช่วงเวลาที่โลกเผชิญกับโรคระบาดรุนแรงในช่วงปี 2020 ความต้องการครอบครองรถยนต์ลดลงอย่างมากในสิงคโปร์ ทำให้ราคาประมูลใบอนุญาต COE ตกลงมาเหลือราว 30,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 8 แสนบาท

แต่หลังโรคระบาดผ่านพ้นไป กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาอีกครั้ง ความต้องการซื้อรถยนต์ก็ดีดตัวเพิ่งสูงขึ้น ทำให้ราคาใบ COE ก็เพิ่มขึ้นตาม ซึ่งการขึ้นลงของราคาใบอนุญาตจะขึ้นอยู่กับว่า โควตามีเหมือมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับจำนวนรถเก่าที่ถูกถอนทะเบียน

ถ้าเอาการได้ครอบครองบ้าน มีรถยนต์ เป็นเกณฑ์ของการวัดระดับคุณภาพชีวิตแล้ว ชนชั้นกลางในสิงคโปร์แทบจะไม่มีความสามารถมากเพียงพอที่จะครอบครองรถสักคัน เพราะด้วยรายได้เฉลี่ยรายปีที่ราว 95,787 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 2.5 ล้านบาท หักค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็แทบจะไม่พอกิน เนื่องจากเป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูงอันดับต้นๆ ของโลก ถ้าพูดถึงการมีรถนั่นนับว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวอย่างยิ่ง แต่สิงคโปร์ก็มีระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ สะดวก สะอาด ปลอดภัย และราคาถูกเมื่อเทียบกับรายได้ ซึ่งส่วนหนึ่งที่ระบบขนส่งมวลชนดีขนาดนี้ก็มาจากการที่นำเงินจากการเก็บใบอนุญาตแพงๆ มาดูแลและปรับปรุงนั่นเอง

ฉะนั้นการมีรถยนต์ในสิงคโปร์นอกจากจะต้องเป็นคนรวยแล้ว ยังต้องมีสิทธิ์ได้โควตาใบอนุญาตอีกด้วย ซึ่งจะบอกว่ารถยนต์เป็นเครื่องมือในการยกระดับฐานะทางสังคมของคนสิงคโปร์ก็คงไม่ผิดนัก แต่ถ้าหากสิงคโปร์ไม่ทำแบบนี้ ปริมาณรถยนต์ก็จะล้นเกาะจนควบคุมไม่ได้ แต่ก็ต้องมีระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพสูงรองรับบริการในราคาถูก เพื่อแลกกับการไม่ต้องขับรถนั่นเอง