เรียกได้ว่า VinFast ค่ายรถยนต์สัญชาติเวียดนาม ที่ก่อนหน้านี้สร้างความฮือฮาโดยการ IPO ในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ของสหรัฐฯ จนราคาหุ้นพุ่งทยานไปสู่จุดสูงสุดที่ 82.35 ดอลลาร์ต่อหุ้น เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งขึ้นไปถึง 1.89 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 7 ล้านล้านบาท แซงหน้าบริษัทรถยนต์ยักษใหญ่ทั้ง Mercedes Benz, BMW และ Toyota รวมกันเสียอีกทั้งๆ ที่รถยนต์ของบริษัทแทบจะขายไม่ได้
แต่สุดท้ายหุ้นที่ไม่สะท้อนพื้นฐานของธุรกิจตามความเป็นจริง ก็ดิ่งลงอย่างรวดเร็วถึง 93% เหลือเพียงแค่ 7.98 ดอลลาร์ต่อหุ้นในระยะเวลาเพียงแค่เดือนกว่าๆ ทำให้บริษัทสูญมูลค่าไปเกือบทั้งหมดของจำนวน 7 ล้านล้านบาท จนนักวิเคราะห์ทั่วโลกออกมาเตือนว่า หุ้นของ VinFast อันตรายอย่าเสี่ยงเข้าไปเพราะจะดอยจนไม่มีวันลงมาได้ตลอดกาล
การเดินทางไปลุยตลาดโลกของ VinFast นั้นอาจจะไม่เข้าใกล้คำว่าประสบความสำเร็จ เพราะด้วยคุณภาพของรถที่ส่งออกไปนั้นโดนวิจารณ์สับเละในเรื่องของคุณภาพและราคาสูงเกินสเป็ค แพงยิ่งกว่า Tesla แต่สภาพมาแบบรถกระป๋อง แถมผู้คนในประเทศเวียดนามเองก็ยังไม่ได้นิยมที่จะซื้อมาใช้ สุดท้ายรถจำนวนมากที่ส่งออกไปยังคาอยู่ที่ท่าเรือ เพราะขายไม่ออกนับร้อยคัน ซึ่งทำให้บริษัทอาจจะต้องพิจารณาใหม่ว่าจะทำตลาดต่ออย่างไรดี เมื่อออกสู่โลกกว้างแล้วไม่รอด
ล่าสุดตามรายงานของสื่อในภูมิภาคอาเซียนระบุว่า VinFast ได้ปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยนำรถยนต์ไฟฟ้าที่บริษัทผลิตไปชิมลางในตลาดรถแท็กซี่แทน โดยเฉพาะในตลาดประเทศเพื่อนบ้านที่เวียดนามมีอิทธิพลครอบงำอยู่เช่น ลาว และกัมพูชา ซึ่งเป็นตลาดต่างประเทศแห่งแรกในแผนการขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้นำรถยนต์ไฟฟ้าไปทดลองทำรถแท็กซี่ในลาวแล้ว 150 คัน
เหงียน วัน ธานห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Green and Smart Mobility (GSM) กล่าวกับ The Business Times ว่าเป้าหมายคือการนําแท็กซี่ไฟฟ้ามาวิ่งบนถนนของทั้งสองประเทศภายในสิ้นปีนี้
สำหรับ GSM เป็นผู้ซื้อรถยนต์ของ VinFast รายใหญ่ที่สุดในสองไตรมาสที่ผ่านมาโดย VinFast เป็นธุรกิจรถยนต์ของกลุ่ม Vingroup ของนาย Pham Nhat Vuong ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท และเป็นเจ้าของ GSM ถือหุ้นในสัดส่วน 95% นั่นเท่ากับว่า VinFast ขายรถให้กับ GSM ซึ่งทั้งสองบริษัทมีเจ้าของคนเดียวกัน ซื้อกันเองในกลุ่มบริษัท โดยเจ้าของ Vingroup มีสายสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลเวียดนามที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
“ลาวและกัมพูชาเป็นสองประเทศที่ให้ความสําคัญกับการท่องเที่ยว”
แต่การขยายธุรกิจไปต่างประเทศของ VinFast ยังเผชิญกับความยากลำบาก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 บริษัทมียอดขายรถยนต์ 11,300 คัน โดย 7,100 คัน บริษัท GSM เป็นผู้ซื้อ แต่บริษัทยังคงขาดทุนหนักถึง 623 ล้านดอลลาร์ หรือ 22,614 ล้านบาท รวมขาดทุนสะสมตลอด 5 ปีราว 115,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม GSM กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายการดำเนินงานไป 27 จังหวัดและเมืองต่างๆ ของเวียดนาม ภายในสิ้นปี 2566 ด้วยกองทัพรถแท็กซี่ไฟฟ้า 30,000 คัน และสกูตเตอร์ไฟฟ้ามากกว่า 90,000 คัน
การที่ VinFast ขาดทุนสุทธิ 623 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงขึ้น 33.7% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นอกจากนี้ VinFast ยังมีอัตรากําไรขั้นต้นติดลบที่ 29.9% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงอย่างมีนัยสําคัญ แม้จะมีการปรับปรุงจากไตรมาสก่อนหน้า
เพื่อชดเชยความสูญเสียเหล่านี้ VinFast อาจต้องระดมทุนอีกรอบในไม่ช้า บริษัทมีเงินสดเพียง 131 ล้านดอลลาร์ (4,755 ล้านบาท) ในงบดุล ณ สิ้นเดือนกันยายน และเมื่อพิจารณาถึงอัตราที่เงินสดกําลังถูกเผาทิ้งไปทุกวันๆ การแสวงหาเงินทุนเพิ่มเติมอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในที่สุดผู้ผลิตรถยนต์ได้ยื่นฟ้องให้คนวงในขายหุ้นมากกว่า 75 ล้านหุ้นซึ่งมักจะเป็นสัญญาณลบสําหรับราคาหุ้น เมื่อพิจารณาแล้วก็ไม่แปลกใจเลยที่หุ้นของ VinFast ร่วงลงอย่างรวดเร็ว
การเทขายหุ้นมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นจากการชะลอตัวของตลาดหุ้นในวงกว้างซึ่งเกิดจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐ
