แม้ที่ผ่านมาเวียดนามจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญในการดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์และชิปประมวลผลยักษ์ใหญ่ระดับโลก ให้มาลงทุนตั้งฐานการผลิต ยิ่งในช่วงที่บริษัทต่างๆ ทะยอยย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีน เวียดนามถือว่าเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ในเอเชียที่บริษัทเหล่านี้เลือก
แต่ความไม่พร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานของเวียดนามกำลังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งปัญหาเรื่องความไม่มั่นคงทางพลังงานของประเทศที่รัฐบาลฮานอยพยายามแก้ไขมาหลายสิบปีกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ และในเวียดนามยังเผชิญกับปัญหาไปดับบ่อยครั้งจนเริ่มสร้างความกังวลใจต่ออุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี
ล่าสุดมีรายงานว่า Intel หนึ่งในผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลกจากสหรัฐฯ ได้ระงับแผนขยายการลงทุนในเวียดนาม ซึ่งเป็นสิ่งที่บั่นทอนยความทะเยอทะยานของประเทศที่ต้องการเป็นศูนย์กลางในอุตสาหกรรมชิปของภูมิภาค
เดิมที Intel มีแผนขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นในเวียดนาม จากที่เคยมีโรงงานอยู่แล้ว ซึ่งแนวโน้มน่าจะเป็นไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะหลังจากที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ เดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พร้อมกับผู้บริหารระดับสูงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จากสหรัฐฯ และประกาศข้อตกลงเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมชิปของเวียดนาม
ซึ่งเวียดนามเองก็ดูทะเยอทะยาน และฝันหวานที่กำลังจะกลายเป็นตัวแทนรับการลงทุนแทนจีนแผ่นดินใหญ่ และไต้หวันท่ามกลางความเสี่ยงทางการเมืองและความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา
แต่ไม่นานหลังจากการเยือนของไบเดน เจ้าหน้าที่สหรัฐได้แจ้งกลุ่มนักธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐฯ ว่า Intel ได้ยกเลิกแผนการขยายธุรกิจซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนั้น
โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ Intel ได้กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า การตัดสินใจระงับแผนการลงทุนดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมก่อนการมาเยือนของผู้นำสหรัฐฯ
แม้ทางบริษัทไม่ได้บอกว่าสาเหตุโดยตรงถึงการยกเลิกการขยายธุรกิจ แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากฝั่งสหรัฐฯ ที่เข้าร่วมการประชุมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวียดนามทั้งสองครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมากล่าวว่า Intel ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าที่ไม่มีความมั่นคง เกิดปัญหาไฟดับบ่อยครั้ง และระบบราชการที่ล่าช้ามากเกินไปที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่สะสมเรื้อรังมายาวนานหลายทศวรรษ
หนึ่งในการประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่กรุงฮานอยและมีรองนายกรัฐมนตรี Tran Luu Quang ของเวียดนามเข้าร่วมด้วย
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับแผนดังกล่าว Intel ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว ขณะที่ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงฮานอยปฏิเสธที่จะให้ความเห็น รัฐบาลเวียดนามไม่ได้ตอบกลับเกี่ยวกับการขอความคิดเห็นเช่นกัน
การพับแผนของ Intel ถือเป็นการทำลายความเชื่อมั่นในความทะเยอทะยานของเวียดนามที่จะต้องการสร้างบทบาทของตัวเองในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก ซึ่งรัฐบาลได้เจรจากับผู้ผลิตชิปรายใหญ่โดยหวังว่าจะเชิญชวนบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนเพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานของตน
การตัดสินใจของ Intel เกิดขึ้นหลังจากประกาศการลงทุนขนาดใหญ่ในยุโรปในเดือนมิถุนายน แต่เวียดนามกลับต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนพลังงานในเดือนเดียวกัน ทําให้ผู้ผลิตหลายรายต้องระงับการผลิตชั่วคราว
ไม่เพียงเท่านั้น คู่แข่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่วางรากฐานมายาวนานกว่าอย่างมาเลเซียที่ Intel เข้าไปลงทุนตั้งแต่ปี 1972 หรือเมื่อ 51 ปีทีแล้ว ยังขยายการลงทุนในผลิตภัณฑ์ชิปเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ในระหว่างการเยือนฮานอยของไบเดน ทําเนียบขาวได้เปิดเผยแนวคิดและแผนการลงทุนใหม่ๆ โดยมีบริษัทชิปของสหรัฐฯ รวมถึง Amkor, Synopsys และ Marvell แต่ไม่ได้กล่าวถึง Intel
ก่อนหน้านี้รอยเตอร์รายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า Intel กําลังวางแผนการลงทุนใหม่ในเวียดนามซึ่งอาจมีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 35,000 ล้านบาทเพื่อขยายโรงงาน แต่เมื่อถูกถามเกี่ยวกับแผนการลงทุนที่เป็นไปได้ในขณะนั้น Intel บอกกับรอยเตอร์ว่า “เวียดนามเป็นส่วนสําคัญของเครือข่ายการผลิตชิปทั่วโลกของเรา แต่เรายังไม่ได้ประกาศการลงทุนใหม่ใดๆ”
สิ่งที่ดูจะเป็นมูลความจริงในเรื่องนี้คือ ก่อนหน้านี้ทางการของรัฐบาลเวียดนามได้ให้ข่าวอย่างมั่นอกมั่นใจว่าถึงแผนการที่จะดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติมมูลค่า 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.2 แสนล้านบาทจาก Intel แต่ต่อมาได้ลบการอ้างอิงนั้นออกหลังจากรายงานของสื่อ
อย่างไรก็ตาม เวียดนามที่กำลังเติบโต อาจจะสะดุดขาตัวเอง เพราะในเมื่อธุรกิจโตเร็วเกินกว่าโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจะพัฒนาทัน การสูญเสียโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศก็เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญและหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากพูดการตามตรงแล้ว ปัญหาการขาดแคลนพลังงาน และไฟดับในเวียดนามเป็นสิ่งที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อีกทั้งเวียดนามยังไม่มีแผนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ในระยะเวลาอันใกล้นี้ เพราะประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงินในการลงทุนของภาครัฐ ที่หลายโครงการพัฒนามักล่าช้ากว่าแผ่นไปมากกว่าที่ควรจะเป็น
