จากกรณีข่าวใหญ่ในแวดวงธุรกิจเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เมื่อ Sam Altma เจ้าของและผู้ก่อตั้งบริษัท OpenAI ซึ่งพัฒนา ChatGPT ระบบ AI ที่เรียกว่ามาแรงมากๆ ซึ่งผู้คนต่างแห่ใช้กันในหลากหลายวงการ ถูกคณะกรรมการบริหาร หรือบอร์ดบริหารของบริษัทที่ตัวเองสร้างมากับมือไล่ออกจากตำแหน่ง CEO เพราะไม่มั่นใจในความสามารถการบริหารอีกต่อไป ซ้ำรอยกับสตีฟ จอบส์ ที่บอร์ดเคยไล่ออกจาก Apple ที่ตัวเองสร้างขึ้นมาในช่วงปี 1994 ก่อนที่บอร์ดจะไปอ้อนวอนให้กลับมาบริหารอีกครั้งในภายหลังจนกระทั่งถึงวันที่เขาเสียชีวิต

ในประเด็นของการที่บอร์ดมีการไล่ผู้บริหารที่เป็นผู้ก่อตั้งนั้น มักจะเกิดขึ้นกับบริษัที่มีความเป็น Startup ที่ต้องการระดมทุนมหาศาลเพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อแลกกับหุ้นในบริษัทในสัดส่วนที่นักลงทุนขอ

Reporter Journey จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโลกธุรกิจสำหรับบริษัทที่เริ่มเติบโตและไม่ได้มีเจ้าของแค่คนเดียวอีกต่อไปในฐานนะที่มีการดำเนินธุรกิจซึ่งมีทีมบอร์ดบริหารเช่นกัน ด้วยภาษาที่เข้าใจให้ง่ายที่สุดตัดความเป็นเทคนิคใดๆ ออกไปเพื่อให้คนที่ไม่ได้ทำธุรกิจเข้าใจร่วมกัน

โดยปกติแล้วในช่วงแรกของการเริ่มต้นบริษัท ผู้ก่อตั้งจะมีความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน มีอำนาจการตัดสินใจ ออกคำสั่ง และกำหนดนโยบายบริษัทอย่างเต็มที่ซึ่งมาจากการถือหุ้นเกินกว่าครึ่งหนึ่ง

ฉะนั้นจึงไม่ค่อยมีปัญหาในถูกคานอำนาจการบริหารจากผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ หรืออาจจะถือหุ้นคนเดียวในสัดส่วนที่สูงสุดมากกว่า 70% เพราะว่าขนาดธุรกิจยังเล็กอยู่ พาร์ทเนอร์หรือผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ มีคะแนนเสียงรวมกันแล้วยังน้อยกว่าก็มีหน้าที่แค่รับทราบและดำเนินตามเท่านั้น

แต่พอวันที่ธุรกิจเติบโตและต้องการการระดมทุนจากภายนอก ก็มีความจำเป็นที่จะต้องหาเงินมาขยายกิจการ สิ่งที่บริษัทขนาดเล็กที่ธุรกิจดู “Sexy” มีอนาคต และน่าจะได้ไปต่ออีกยาวจะต้องเจอคือ การที่ถูกบริษัทเจ้าใหญ่ๆ มีเงินให้ความสนใจจะเข้ามาร่วมลงทุน โดยเสนอให้เงินก้อนโตในการรันธุรกิจ บวกกับการขอเข้ามาร่วมเป็นผู้สนับสนุนการดำเนินกิจการในด้านต่างๆ รวมทั้งการให้พื้นที่ออฟฟิศ เปิดโอกาสการดึงดูดฐานลูกค้าใหม่ๆ รวมทั้งมีทีมนักพัฒนาเข้ามาร่วมขับเคลื่อน แลกกับขอหุ้นในสัดส่วนที่เกิน 25% ขึ้นไป

คำถามคือ ทำไมต้องตัวเลขนี้?

เพราะตัวเลขดังกล่าวคือ สัดส่วนที่สำคัญที่จะทำให้นักลงทุนรายใหม่ๆ ที่เข้ามาเป็นเจ้าของร่วมมีสิทธิในการนั่งเป็นกรรมการบริษัทตามกฎหมาย หรือเรียกติดปากกันว่า “บอร์ดซีท” ซึ่งจะเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงสนับสนุนหรือคัดค้าน(วีโต้) ในการออกนโยบายต่างๆ ของบริษัทได้

ซึ่งการได้มาของหุ้นคือ เจ้าของร่วมเดิมจำเป็นจะต้องเฉลี่ยขายหุ้นบางส่วนเพื่อแบ่งให้กับเจ้าของร่วมรายใหม่ตามสัดส่วนที่ตกลงไว้ โดยวิธีการ “Diluted” คือซอยหุ้นเพื่อกระจายหุ้น เพื่อเพิ่มทุนซึ่งกำไรต่อหุ้นก็จะลดลง เปิดพื้นที่ให้คนใหม่เข้ามาได้

กระบวนการ Diluted เป็นขั้นตอนที่ต้องตกลงกันให้รอบคอบระหว่างภายในของกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม เพราะถ้าทำกันแบบไม่รอบคอบ และลดอำนาจจากสัดส่วนหุ้นที่ขายออกมากเกินไป ก็อาจจะสูญเสียเสียงข้างมากในการตัดสินใจ

สิ่งที่บริษัทเกิดใหม่ที่มีผู้บริหารยังไม่เก่งมากพอที่จะเข้าใจเรื่องสัดส่วนการถือหุ้น ก็มักเลือกที่จะยอมลดหุ้นตัวเองลงเรื่อยๆ เพื่อให้ได้รับการระดมทุน เพราะเชื่อว่าการที่อีกฝ่ายมาลงทุนด้วยจะมาช่วยขยายธุรกิจ ซัพพอร์ตเรื่องทีม ออฟฟิศ หรือการดึงลูกค้าเข้ามา แต่ลืมไปว่าโลกของธุรกิจก็คือโลกของผลประโยชน์ ถ้าได้พาร์ทเนอร์ดีก็ถือว่าโชคดี จับมือร่วมกันพากิจการเติบโต ได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย

แต่ถ้าได้พาร์ทเนอร์ที่หวังฮุบกิจการก็มักเกิดเหตุการณ์ที่บอร์ดจับมือกันตลบหลัง โดยคนที่คิดว่าเขาคือพวกเรา เขาอาจจะไปดีลลับๆ กันเพื่อจับมือกับอีกฝั่งในการเทคโอเวอร์เจ้าของเดิมได้ เพราะเมื่อจับมือกันแล้วสัดส่วนหุ้นดันมีมากกว่า ทำให้เจ้าของเดิมที่แม้จะมีหุ้นเยอะหากนับเป็นเพียงรายบุคคล แต่ถ้านับรวมกันแบบแบ่งฝั่งอาจถือน้อยกว่า ซึ่งบางทีเจ้าของเดิมอาจขายหุ้นเพลินจนลืมดูตรงนี้ว่าสัดส่วนหุ้นตัวเองต่ำเกินไปจนอันตรายต่อคะแนนการออกเสียง นี่คือสิ่งที่ต้องระวังหากจะระดมทุน เพราะโลกธุรกิจมันพลิกได้ทุกเมื่อ บางทีคนที่คิดว่าเป็นพวกเรา อาจจะเป็นพวกเขาลับหลังก็ได้

สำหรับกรณีของ OpenAI เมื่อการเข้ามาของ Microsoft ที่ลงทุนใน OpenAI ด้วยวงเงินถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งเงินลงทุนนี้คิดที่มูลค่ากิจการของ OpenAI 29,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.02 ล้านล้านบาท

ซึ่งการลงทุนจาก Microsoft นี้ มีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าปกติ โดยเริ่มต้น Microsoft จะได้ผลตอบแทนคืนทันทีของการลงทุน เป็น 75% ของกำไรของ OpenAI แล้วสะสมส่วนกำไรนี้ไปเรื่อย ๆ จนถึงตัวเลขหนึ่งที่ตกลงกัน

จากนั้น OpenAI จะปรับโครงสร้างการถือหุ้นใหม่ ให้ Microsoft ถือหุ้น 49%, นักลงทุนอื่นถือรวมกัน 49% และบริษัทแม่ของ OpenAI ถือแค่ 2% ที่เหลือ

ทั้งนี้โครงสร้างการหากำไรของ OpenAI จะเป็นระบบจำกัดกำไร โดยส่วนเกินจะถูกนำกลับคืนไปยังบริษัทแม่

ดีลดังกล่าวอาจมองได้ว่าเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของ Microsoft แต่ถ้าหากว่า ผู้บริหารของ OpenAI ไม่สามารถบริหารธุรกิจให้เป็นไปตามที่ตกลงร่วมกันได้ ผู้ถือหุ้นทั้งหมดก็มีสิทธิ์ชอบธรรมตามอำนาจเสียงข้างมากในการปลดออกจากตำแหน่งนั่นเอง และสามารถแต่งตั้งคนอื่นขึ้นมาบริหารแทนที่มองว่ามีความสามารถมากกว่า

เพราะฉะนั้นนักธุรกิจเก่งๆ จึงไม่ได้บริหารเก่งแค่หน้าบ้าน แต่ในบ้านต้องเก่งด้วย และเป็นนักล็อบบี้ในตัวเพื่อให้อำนาจยังคงอยู่ที่ตัวเองนั่นเอง