นอกจากนั้นฟาสต์ รีเทลลิงยังเชื่อว่าในรอบงบประมาณใหม่จะทำรายได้เพิ่มเป็น 730,000 ล้านบาท มากสุดนับแต่เปิดบริษัทมา โดยกว่าครึ่งจะเป็นรายได้จากตลาดต่างประเทศ
คล้อยหลังอีกไม่กี่วัน ฟาสต์ รีเทลลิงก็ยืนยันความเชื่อในแนวโน้มนี้ ด้วยข่าวการเพิ่มค่าแรงให้กับพนักงานสาขาต่างๆ ในเมืองจีนของ Uniqlo ที่มีถึง 925 แห่ง สูงสุดถึง 44% และยังจะเปิดสาขาใหม่ที่นั่นอีก 80 สาขาด้วย
ส่วนในประเทศไทย ฟาสต์ รีเทลลิง เข้ามาจดจัดตั้งบริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) เมื่อ 4 พฤษภาคม 2554 ก่อนจะเปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ถือเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ก่อนจะขยายสาขาตามห้างสรรพสินค้าและแบบโรดไซด์ในทุกภูมิภาครวมกันถึง 64 สาขา และเมื่อวาระครบรอบ 10 ปีในบ้านเรา เมื่อ 2 ปีก่อน ก็สามารถทำรายได้ถึงหลัก 10,000 ล้านบาท มีกำไรอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท
ทุกวันนี้ Uniqlo มีสาขาต่างๆ อยู่ใน 25 ประเทศ รวมกันแล้วมากกว่า 2,400 สาขา ถูกจัดเป็นแบรนด์เสื้อผ้าสำเร็จรูประดับชั้นนำของโลกเพียงหนึ่งเดียวจากญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเติบโตจากวันแรกของแบรนด์ที่เริ่มขึ้นเมื่อเกือบ 40 ปีก่อนมากมาย และถ้านำไปเทียบกับต้นตอที่เกิดขึ้นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ถือว่าบริษัทนี้มีการเติบโตและเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ
แม้จะไม่ใช่ผู้ก่อร่างสร้างแบรนด์ยูนิโคล่ แต่ “ยานาอิ คานาจิ” ก็คือจุดเริ่มต้นในวันนี้ของ Uniqlo และฟาสต์ รีเทลลิง เพราะเขาคือบิดาของ “ยานาอิ ทาดาชิ” นักธุรกิจที่ฟอร์บส์จัดให้เป็นคนรวยที่สุดแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ประจำปี 2564 อยู่ในอันดับที่ 49 ของมหาเศรษฐีโลกจากการจัดอันดับของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ด้วยสินทรัพย์ราว 36,900 ล้านเหรียญ
แต่ความสำเร็จในวันนี้ ล้วนแต่เริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อปี 2492 เมื่อยานาอิผู้พ่อเปิดร้านจำหน่ายเสื้อผ้าสำหรับท่านชายขึ้นที่เมืองอูเบะ ในจังหวัดยามางูจิ โดยใช้ชื่อว่า “โอโกริ โชจิ” (Ogori Shoji) ก่อนจะจดเป็นบริษัทในชื่อเดียวกันหลังจากนั้นอีก 14 ปีต่อมา
ส่วนลูกชายอย่าง ยานาอิ ทาดาชิ ก็เกิดมาในช่วงเดียวกับการเริ่มต้นกิจการของพ่อ หรือเติบโตมาด้วยกันก็ว่าได้ เพราะครอบครัวของเขายังใช้ชั้น 2 ของร้านทำเป็นบ้านอีกด้วย
“ผมต้องทำความสะอาดร้าน แปรงเสื้อแจ็กเก็ต หรือทำอะไรแบบนั้น ผมต้องทำทุกอย่างเอง เพราะไม่มีใครเลย” ยานาอิเคยเล่าถึงชีวิตในวัยเด็กกับนิตยสารซีอีโอเวิลด์ แม้จะต้องทำงานที่ไม่น่าอภิรมย์ แต่เขาก็ยอมรับ “มันคือโอกาสครั้งใหญ่ในการได้เรียนรู้” สำหรับกิจการที่เขาสานต่อมาในแบบของเขาเอง
หลังจากเปิดร้านแรก กิจการของบิดาก็ขยายออกไปกลายเป็นร้านที่มีอยู่ถึง 22 สาขา ส่วนลูกชายที่มีความฝันอยากเปิดร้านของเล่นมาตั้งแต่เด็ก หลังจากเรียนจบในสาขาเศรษฐศาสตร์และวิทยาศาสตร์การเมืองจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ ในปี 2514 ยานาอิไม่ได้ทำอย่างที่คิด เขาถูกพ่อส่งไปทำงานที่ห้างฯ และซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังของญี่ปุ่นอย่างจัสโก
แต่ในปี 2516 ยานาอิก็ลาออกมา แล้วเดินทางท่องเที่ยวไปในต่างแดนเพื่อหาประสบการณ์ จนพ่อเรียกให้มาช่วยกิจการของโอโกริ โชจิ ซึ่งทำรายได้ปีละ 100 ล้านเยนในขณะนั้น ยานาอิจึงกลับมาพร้อมเริ่มสร้างครอบครัวไปพร้อมกัน คล้ายกับผู้เป็นพ่อเมื่อคราวเริ่มเปิดร้านแรก
แต่ต่างกันคือหลังจากเข้ามารับช่วงต่อ ยานาอิผู้ลูกก็พาให้ธุรกิจนี้โตขึ้นอีกมาก เมื่อเขาเปิดร้านเสื้อผ้าสำหรับคนทุกเพศชื่อ “ยูนีค โคลทติง แวร์เฮาส์” ขึ้นที่ย่านช้อปปิงฟูกุโรมาจิ ในฮิโรชิมา เมื่อ 2 มิถุนายน 2527 ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยูนิโคล่ และกลายเป็นสวนหนึ่งของฟาสต์ รีเทลลิง ที่ยานาอิเปลี่ยนจากโอโกริ โชจิในปี 2534
“ผมไม่มีอะไรพิเศษ ผมไม่คิดว่าจะเป็นแบบนั้นเพราะเงินที่ผมทำได้ ผมให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม ทำอะไรสักอย่างที่ดีให้กับสังคม” ยานาอิกล่าวอย่างถ่อมตน แต่ก็ทะเยอทะยานอยู่ในที เพราะแนวคิดถึง “สิ่งดีๆ” ที่กล่าว ถือว่าใหญ่โตไม่น้อย จากสิ่งที่ยานาอิดำเนินการกับแบรนด์ของเขา โดยยานาอิเลือกแบรนด์เสื้อผ้าตะวันตกที่มีสาขามากมายอยู่ทั่วโลกอย่าง Benetton, Gap หรือ Esprit เป็นต้นแบบ เขาต้องการขยายตลาดเสื้อผ้าสำเร็จรูปของญี่ปุ่นให้ได้เหมือนแบรนด์เหล่านั้น
ในช่วงแรกของ Uniqlo ยานาอิมีแนวคิดตรงกับคอนเซ็ปต์ Designers & Characters Brand หรือ DC กลยุทธ์ในการสร้างตัวตนให้แบรนด์ซึ่งบริษัทร้านเสื้อผ้าขนาดกลางนิยมทำกันในยุคนั้น ด้วยรูปแบบร้านที่มีความผ่อนคลายจนลูกค้าเห็นแล้วอยากเข้ามาดู มีเป้าหมายเป็นวัยรุ่นตอนปลายหรือต้น 20 วัยที่แบรนด์หรือร้านเหล่านี้หวังตอบสนองความต้องการของคนวัยนี้ ในการแสดงอัตลักษณ์ของตนผ่านทางคาแรกเตอร์ของแบรนด์เสื้อผ้า โดยไม่คำนึงว่าแบรนด์ DC เหล่านี้จะแพงสักแค่ไหน พวกเขาก็จะซื้อใส่ไปเที่ยวตามที่ต่างๆ อย่างดิสโกเธค สถานบันเทิงยอดฮิตในยุคนั้น
กระทั่งถึงช่วงกลางทศวรรษที่ 2530 เมื่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นเกิดอาการฟองสบู่แตก แบรนด์ราคาแพงไม่ใช่คำตอบของหนุ่มสาวอีกต่อไป เสื้อผ้าลำลองดูเรียบและไม่แพงจึงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ยูนิโคล่จึงเริ่มเติบโตขึ้นจากช่วงเวลานั้น อย่างไรก็ดี คำกล่าวที่ว่าของถูกและดีไม่มีในโลก เหมือนยากจะลบจากความเชื่อของผู้คน เสื้อผ้าราคาเยาว์ของ Uniqlo ก็เช่นกัน
ยานาอิจึงพยายามลบความคิดแบบนั้น ด้วยการนำระบบการจัดการซึ่งเรียนรู้มาจาก จิมมี ไหล เจ้าของแบรนด์ Giordano ในฮ่องกงที่เรียกว่า SPA (Speciality Store Retailer of Private Label Apparel) การจัดการธุรกิจร้านเสื้อผ้าที่จะทำให้ยานาอิสามารถควบคุมตั้งแต่วัตถุดิบ ดีไซน์ โลจิสติกส์ สินค้าคงคลัง ไปจนถึงการขาย ซึ่งหมายถึงจะลดต้นทุนลงได้จำนวนมาก ในเบื้องต้นยานาอิจึงเริ่มเข้าไปลงทุนสร้างโรงงานขึ้นในเมืองจีนที่มีค่าแรงถูกกว่าเป็นอันดับแรก
ส่วนผลิตภัณฑ์ ในด้านการออกแบบ ขณะที่แบรนด์เสื้อผ้าสำเร็จรูปชื่อดังของโลกอย่าง Zara มักเปลี่ยนเสื้อผ้าตามเทรนด์อย่างรวดเร็ว หรือทุก 2 สัปดาห์ Uniqlo กลับทำตรงกันข้าม ด้วยยึดมั่นในความเป็น “ไลฟ์แวร์” (LifeWear) หรือใส่ได้ทุกวัน จึงมีการวางแผนการผลิตล่วงหน้าทุกคอลเล็กชันถึงหนึ่งปี
“Uniqlo ไม่ใช่บริษัทแฟชั่น มันเป็นบริษัทเทคโนโลยี” ยานาอิกล่าวถึงนวัตกรรมที่เขาใช้สร้างคุณภาพให้กับแบรนด์ เพราะ Uniqloมี “ทากูมิ” (Takumi) หรือผู้เชี่ยวชาญทุกโรงงาน คอยค้นคว้าวิจัยคุณภาพเส้นใยผ้า เช่นเทคนิคการผลิตที่เรียกว่า HeatTech ซึ่งพัฒนาร่วมกับบริษัทเคมีในญี่ปุ่นจนได้เส้นใยผ้าที่บางมาก ทำให้สามารถนำไปดีไซน์ตามคอลเล็กชันได้หลากหลายฤดู
เทคโนโลยี AIRism หรือใยผ้าเนื้อนุ่มจากกรรมวิธีทำให้ใยผ้าแห้งอย่างฉับพลันจากภายใน รวมทั้ง UV Cut เนื้อผ้าที่สามารถป้องกันรังสียูวีได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ คือบางตัวอย่างที่ยูนิโคล่พัฒนาเพื่อรองรับคำว่า “ของดี” หรือคุณภาพ
และด้วยบางส่วนของการดำเนินงานแบบนี้ นับตั้งแต่ปี 2547 Uniqlo จึงกล้าประกาศว่าเป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพระดับโลก ซึ่งก็เหมือนผู้คนจะเชื่อมากขึ้นและมากขึ้น จนถึงการบุกตลาดต่างประเทศในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมากระทั่งได้ผลลัพธ์เป็นตัวเลขผลประกอบการปีล่าสุดที่เป็นข่าว และที่สำคัญแม้จะล่วงสู่วัยกว่า 70 ปีแล้ว ยานาอิ ทาดาชิ ยังคงดูแลแบรนด์ของเขาอย่างใกล้ชิดอยู่เช่นเดิม
“ผมเชื่อว่าไม่มีผู้ก่อตั้งบริษัทไหนจะเกษียณจริง” ยานาอิกล่าวในเอกสารของบริษัทเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา “และแพสชันในการทำธุรกิจของผม ก็ยังคงแรงกล้าเหมือนที่เคยเป็น”
