จิตวิญญาณยิ่งใหญ่ของครูผู้ให้ “ดร.รูธ ก็อตเทสแมน” แห่งวิทยาลัยแพทย์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ผู้บริจาคเงิน 35,000 ล้าน ให้กับลูกศิษย์นักศึกษาแพทย์ โดยไม่ต้องจ่ายค่าเรียนทุกคนตลอดหลักสูตร
หลายคนคงได้เห็นข่าวที่เป็นความประทับใจเมื่อ ดร.รูธ ก็อตเทสแมน อดีตศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยแพทย์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein College of Medicine) ในเขตบรองซ์ ของมหานครนิวยอร์ก วัย 93 ปี ได้ประกาศให้โอวาทกับนักศึกษาว่าที่คุณหมอและบริจาคเงินจำนวน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 35,000 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาแพทย์ทุกคนได้เรียนจนจบหลักสูตรโดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าเทอมอีกต่อไป
นี่ถือว่าการบริจาคให้กับองค์กรการศึกษาที่มีมูลค่ามากที่สุดครั้งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ที่ต้องยอมรับว่าการเรียนในระดับวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยนั้น มีค่าใช้จ่ายที่สูงอย่างยิ่งโดยเฉพาะสายแพทย์ที่ตลอดหลักสูตรจะต้องใช้เงินมากกว่า 200,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 7 ล้านบาท และแน่นอนว่าเงินมากมายขนาดนี้นับว่าเป็นภาระที่หนักหน่วงสำหรับคนๆ หนึ่งที่ต้องหามาจ่ายค่าเรียนจนจบหลักสูตร และส่วนใหญ่การเรียนในระดับสูงกว่าภาคบังคับระดับมัธยม จะต้องมีการกู้เรียนจากกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา และนับว่าเป็นกับดักหนี้สินก้อนใหญ่มากที่ชาวอเมริกันต้องเผชิญจนไม่สามารถใช้คืนได้หมดแม้จะถึงวัยเกษียญอายุแล้วก็ตาม

ทำไมหญิงชราวัย 93 ปีผู้นี้ถึงมีเงินมากมายมหาศาลทั้งๆ ที่เป็นอดีตอาจารย์ของทางสถาบันนะเหรอ?
อันที่จริงแล้ว ดร.รูธ เธอเป็นหญิงม่ายที่ได้รับมรดกจากสามีของเธอซึ่งเป็นนักลงทุนระดับตำนานที่รู้จักกันในนามว่า ‘แซนดี้’ และเป็นลูกศิษย์ของ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์‘ แห่ง Berkshire Hathaway ที่เชื่อว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขาและกิตศัพท์ความมั่งคั่งของปู่บัฟเฟตต์ ที่มีเงินมหาศาลชนิดว่าใช้ไปอีกกี่ภพกี่ชาติก็ไม่มีวันหมด
แน่นอนว่าด้วยวัยขนาดนี้ ประกอบกับไม่ได้มีปัญหาทางการเงินใดๆ เรียกได้ว่าเหลือกินเหลือใช้ไม่มีวันหมด ทำให้เธอเลือกที่จะบริจาคให้กับสถาบันการศึกษาที่เธอผูกพันธ์ในฐานะอาจารย์ ซึ่งต้องบอกว่าวิทยาลัยแห่งนี้ นับว่าเป็นสถาบันผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่ตั้งอยู่ในย่านที่จัดได้ว่ายากจนที่สุดในนิวยอร์ซิตี้ อย่างเขตบรองซ์ อีกทั้งยังถูกจัดให้อยู่ในเขตที่สุขภาพของประชากรย่ำแย่ที่สุดในรัฐนิวยอร์ก ที่มีอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสูงที่สุด

ในระหว่างที่ ดร.รูธ กล่าวให้โอวาทต่อหน้านักศึกษาแพทย์นับหลายร้อยชีวิต เธอได้กว่าวว่า “ฉันยินดีที่จะแบ่งปันกับพวกคุณทุกคนว่า เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้ วิทยาลัยแพทย์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จะเรียนฟรีโดยไม่ต้องจ่ายค่าเทอม”
ก็เกิดเสียงโห่ร้องกระโดดตัวลอยของนักศึกษาภายในห้องประชุมนั้น และโผกอดกันด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา
ดร.รูธ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เงินบริจาคนี้จะช่วยให้แพทย์จบใหม่ของสถาบัน ที่ก้าวออกไปสู่การเป็นแพทย์วิชาชีพแล้ว ไม่ต้องมาพะวงกับภาระหนี้สินจากค่าเล่าเรียนที่แพงมหาศาล ซึ่งมันสูงเกินไปในความคิดของเธอ อีกทั้งเธอยังอยากจะเปิดโอกาสในการเรียนแพทย์ให้กับผู้คนที่เรียนดีแต่ยากจน และต้องดับเส้นทางความฝันของตัวเองเนื่องจากค่าใช้จ่ายในหลักสูตรการเรียนนั้นแพงจนเอื้มแทบไม่ถึงให้สามารถมีโอกาสได้เรียนแพทย์ได้ง่ายขึ้นผ่านทุนการศึกษานี้

ชีวิตการทำงานของ ดร.รูธ เธอมีความผูกพันอย่างมากกับวิทยาลัยแห่งนี้โดยเริ่มงานในปี 1968 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายจิตวิทยาการศึกษา นอกจากนี้ เธอยังเป็นสมาชิกคณะกรรมการอำนวยการของไอน์สไตน์มาอย่างยาวนาน และดำรงตำแหน่งประธานคนปัจจุบัน

การที่เธอเลือกบริจาคเงินกว่า 35,000 ล้านบาทให้สถาบันนั้น เธอได้ปรึกษากับผู้บริหารของวิทยาลัยอย่าง ดร.ฟิลิป โซอัวร์ กุมารแพทย์ผู้ดำรงตำแหน่ง CEO ดูแลวิทยาลัยแพทย์และโรงพยาบาลในเครือ (Montefiore Medical Center) และใช้เวลาหลายปีในการตัดสินใจว่าจะจัดการกับทรัพย์สินที่สามีทิ้งไว้ให้เธออย่างไร

ความสัมพันธ์ที่แสนจะน่ารักในฐานะกัลญาณมิตรระว่าง ดร.รูธ กับ ดร.ฟิลิป เกิดจากการที่ทั้งสองคนได้ได้เดินทางบนเที่ยวบินไปยังเวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา เมื่อปี 2020 และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนถึงชีวิตในช่วงอดีตที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้น ดร.รูธ ในวัย 90 ปี ก็เล่าว่าเธอเติบโตในบัลติมอร์ และจบปริญญาเอกด้านการศึกษา ส่วน ดร.ฟิลิป เติบโตที่ประเทศไนจีเรีย ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่นิวยอร์ก และทำงานในสภาบันเดียวกัน เพื่อช่วยเหลือเด็กและครอบครัวที่ยากจน

อย่างที่รู้กันว่าเมื่อปี 2020 เป็นปีที่โลกต้องเผชิญกับการระบาดอย่างรุนแรงของไวรัสโควิด 19 ทั้งสามีของ ดร.รูธ และตัวเธอเองต่างก็ติดเชื้อด้วยกันทั้งคู่ ก็มี ดร.ฟิลิป นี่แหละที่เป็นธุรในการจัดการเรื่องการหาโรงพยาบาลรักษาตัว และเมื่ออาการเริ่มดีขึ้นก็มาเยี่ยมเยือนที่บ้านอย่างสม่ำเสมอทุกวัน
จนกระทั่งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ดร.ฟิลิปได้ขอให้ ดร.รูธ นั่งตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการของวิทยาลัยการแพทย์ ซึ่งเธอเคยทำงานนี้มาก่อน แต่ด้วยวัยของเธอที่ก็ปาเข้าไป 90 กว่าแล้ว ทำให้เธอไม่ได้ตอบรับหรือปฎิเสธ แต่ได้พูดกับ ดร.ฟิลิปว่า “สักวันฉันอาจได้ช่วยเหลือคุณก็ได้นะ”

กระทั้งในปี 2022 สามีของ ดร.รูธได้เสียชีวิตลงในปี 2022 ทิ้งไว้ซึ่งมรดกพอร์ตหุ้นของ Berkshire Hathaway ให้กับผู้เป็นภรรยาโดยที่ตัวเธอเองก็ไม่รู้มาก่อน พร้อมกับคำสั่งเสียที่ระบุว่า จำนำไปทำอะไรทำอะไรแล้วแต่เธอเห็นว่าสมควรเถอะ
ดร.รูธ ตัดสินใจเพียงไม่นานว่าจะนำมรดกนี้ไปทำอะไร โดยเธอบอกว่าอยากให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาแพทย์ของไอน์สไตน์ เพื่อที่พวกเขาจะไม่ต้องจ่ายค่าเทอม ที่ต่อปีจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนสูงถึง 59,000 ดอลลาร์ หรือกว่า 2 ล้านบาท และเกือบครึ่งหนึ่งของผู้สำเร็จการศึกษามักเป็นหนี้หัวโตติดตัวออกมาด้วย
“เรามีนักศึกษาแพทย์ที่ยอดเยี่ยม แต่ทุนนี้จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาอื่นๆ ที่มีสถานะทางบ้านเป็นอุปสรรค จนทำให้พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดฝันเรียนแพทย์”
“นั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉันดีใจมากเกี่ยวกับการบริจาคครั้งนี้ ฉันมีโอกาสที่จะไม่เพียงแค่ช่วยฟิล แต่ยังช่วยมอนติฟิโอเรและไอน์สไตน์ ในแบบที่จะเปลี่ยนแปลงพวกเขาไปเลย ฉันรู้สึกภาคภูมิใจและถ่อมตนมากที่สามารถทำสิ่งนี้ได้”
โดยทำเนียมแล้ว เมื่อมีการบริจากเงินเป็นกองทุนขนาดใหญ่ด้วยเมดเงินมหาศาลระดับนี้ ก็มักจะต้องมีการตั้งชื่อกองทุนนั้นๆ เป็นชื่อของผู้บริจาค แน่สำหรับ ดร.รูธเธอกลับมองแบบเรียบงานกว่านั้นคือ ไม่จำเป็นต้องตั้งชื่อกองทุนให้กับเธอ และเธอไม่ได้ต้องการให้ใครมาเยินยอ จดจำชื่อเสียง รางวัล หรือเกีรยติยศใดๆ จากการบริจาคนี้ อีกทั้งไม่ต้องการให้เปลี่ยนชื่อของตึกหรือของคณะเป็นชื่อเธออีกด้วย
เพราะเธอบอกว่าชื่อเดิมนั้นยอดเยี่ยมอยู่แล้ว เพราะวิทยาลัยนั้นเป็นชื่อของ ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ นักฟิสิกส์เจ้าของทฤษฎีสัมพัทธภาพอนุญาตให้ใช้ชื่อของเขาตั้งแต่ตอนก่อตั้งวิทยาลัยแพทย์แห่งนี้ในปี 1955 แค่นี้มันก็เจ๋งมากเพียงพอด้วยตัวเองอยู่แล้ว
แต่รู้หรือไม่ว่าถ้ามีใครมาถามว่า การที่ ดร.รูธ ได้มอบเงินมากมายขนาดนี้ เธออยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรมากที่สุดนั้น คำตอบนั้นก็คือ การได้ปลดภาระค่าเล่าเรียนให้กับนักศึกษานั่นเอง
Source

