เส่นห์ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของไทยหดหาย UNCTAD เผยปี 2023 ไทยร่วงสู่อันดับ 6 ของอาเซียน น้อยกว่าสิงคโปร์เกือบ 14 เท่า และเวียดนาม 5 เท่า
.
เสน่ห์การดึงดูดการลงทุนของประเทศไทย นับว่าจะลดน้อยถอยหลังลงเรื่อยๆ สิ่งนี้ไม่ได้กล่าวขึ้นมาอย่างลอยๆ เพราะตัวเลขมูลค่าการลงทุนได้ยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งไม่ใช่ข้อมูลที่เก็บกันเองจากหน่วยงานในประเทศ แต่เป็นหน่วยงานกลางที่ทั่วโลกที่ทุกประเทศที่อยู่ในสหประชาชาติจะต้องรายงานข้อมูล และได้รับการยอมรับจากนานาชาติ คือ รายงานการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ UN Trade and Development (UNCTAD) ได้มีการเปิดเผยมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ Foreign Direct Investment (FDI) ระหว่าปี 2018 – 2023 ที่ครอบคลุมทุกประเทศในทุกทวีป
.
ซึ่งในปี 2023 ภูมิภาคอาเซียนทั้ง 10 ประเทศมีสัดส่วนการดึงดูดการลงทุนโดยเฉลี่ยมีอัตรการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรียงลำดับประเทศที่มีมูลค่า FDI ได้ดังนี้
.
1. สิงคโปร์ : มูลค่าการลงทุน 159,670 ล้านดอลลาร์
2. อินโดนีเซีย : มูลค่าการลงทุน 21,628 ล้านดอลลาร์
3. เวียดนาม : มูลค่าการลงทุน 18,500 ล้านดอลลาร์
4. มาเลเซีย : มูลค่าการลงทุน 8,653 ล้านดอลลาร์
5. ฟิลิปปินส์ : มูลค่าการลงทุน 6,210 ล้านดอลลาร์
6. ไทย : มูลค่าการลงทุน 4,548 ล้านดอลลาร์
7. กัมพูชา : มูลค่าการลงทุน 3,959 ล้านดอลลาร์
8. สปป.ลาว : มูลค่าการลงทุน 1,668 ล้านดอลลาร์
9. เมียนมา : มูลค่าการลงทุน 1,520 ล้านดอลลาร์
10. บรูไน : มูลค่าการลงทุน -51 ล้านดอลลาร์
.
ผลปรากฎว่าไทยร่วงลงมาสู่อันดับที่ 6 ของภูมิภาคอาเซียน และลดลงจากปี 2022 ถึง -56% ตามหลังประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ที่แม้ว่าจะมีต้นทุนแรงงาน ต้นทุนค่าสถานที่ตั้งสำนักงาน โรงงาน หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าไทยหลายเท่าตัวแต่กลับดึงดูดการลงทุนได้มากกว่าชนิดที่สู้ไม่ได้เลย
.
หรือแม้แต่เวียดนามที่หลายคนมองว่าเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย แต่ปีที่แล้วดึงดูดมูลค่าการลงทุนจากต่างชาติได้มากกว่าไทยมากกว่า 5 เท่าตัว
.
ขณะที่กัมพูชาประเทศเพื่อนบ้านที่เรียกว่ามีประเด็นกระทบกระทั่งกันมูลค่าการลงทุนก็ไล่จี้ก้นไทยแบบเอาไฟลนได้เลย
.
ถ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยที่ทำให้เสน่ห์ดึงดูดการลงทุนนั้นถดถอยลงเรื่อยๆ ก็คงไปไปดูที่เศรษฐกิจไทยที่ถือว่าเติบโตช้าลงอย่างต่อเนื่องในช่วงประมาณ 20 ปีหลังสุด โดยช่วงก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 1997 นั้น เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยถึงปีละ 7% แต่หลังวิกฤติถึงช่วงประมาณปี 2012 เศรษฐกิจไทยกลับโตช้าลงเหลือเพียง 5% ต่อปี และในช่วง 7 ปีหลังสุดถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยเติบโตที่เพียง 3% ต่อปีเท่านั้น และในปี 2023 ไทยโตต่ำกว่า 2% ซึ่งถือว่าเกือบต่ำสุดในภูมิภาค
.
โดยสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตช้าลงเรื่อยๆ ก็เนื่องมาจาก “การลงทุน” ในประเทศไทยที่ลดลงเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน โดยตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มาลงทุนสร้างโรงงานหรือเปิดธุรกิจใหม่ๆ ในประเทศไทยนั้น ลดลงเรื่อยๆ มาตลอด โดยในช่วงปี 2001-2005 ไทยเคยได้รับเงินลงทุนส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วนกว่า 44% ของเงินลงทุนจากต่างชาติที่มาลงในกลุ่ม 5 ประเทศอาเซียน (ไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย) แต่ในช่วงปี 2016-2018 ไทยได้รับเงินลงทุนส่วนนี้ลดลงเหลือแค่ 14% เท่านั้น น้อยที่สุดในกลุ่ม 5 ชาติอาเซียนข้างต้น
.
และไม่ใช่แค่บริษัทต่างชาติเท่านั้น เพราะแม้แต่บริษัทไทยเองก็นิยมหันไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นด้วย โดยตัวเลขการออกไปลงทุนในต่างประเทศของธุรกิจไทย (Thai Direct Investment: TDI) เพิ่มขึ้นจากประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2015 ไปเป็นกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2018
.
พูดง่ายๆ ว่า บริษัทต่างชาติเริ่มไม่อยากมาลงทุนในประเทศไทย ขณะที่ธุรกิจในประเทศไทยเองก็มองหาโอกาสในการเติบโตนอกประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอาจมองไม่เห็นอนาคตการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเหมือนกัน
.
รากปัญหาที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตน้อยและโตช้าเช่นนี้เกิดจาก 3 ประการคือ
.
1. ตลาดในประเทศไม่โต ทั้งด้วยจากโครงสร้างประชากรที่กำลังกลายเป็นสังคมสูงอายุ และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งทำให้กำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ลดลง (เพราะเงินไปกระจุกตัวกับกลุ่มคนรวย)
2. เพราะธุรกิจไทยไม่สามารถสร้างสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้ โดยเห็นได้จากการที่ประเทศไทยยังถูกขับเคลื่อนด้วยธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเก่า และยังไม่เคลื่อนไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี โดยบริษัทที่มูลค่ามากที่สุดในตลาดหุ้นไทยอันดับต้นๆ ไม่มีบริษัทเทคโนโลยีอยู่เลย ในขณะที่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ บริษัท Top 10 ที่มูลค่ามากที่สุดเป็นบริษัทเทคโนโลยีเกือบทั้งหมด
.
3. คือนโยบายของภาครัฐเอง ที่ไม่ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมในตลาด โดยมักเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจรายใหญ่ ทำให้สามารถผูกขาดตลาดได้ต่อไปโดยไม่ต้องพัฒนานวัตกรรม และในขณะเดียวกันก็เป็นการกีดกันผู้เล่นรายใหม่ไม่ให้เกิดขึ้นด้วย นอกจากนั้น การลงทุนของภาครัฐไทยยังมักไม่ใช่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะช่วยให้ภาคเอกชนนำไปต่อยอดทางธุรกิจได้ด้วย ลองนึกถึงโอกาสที่ประเทศไทยเสียไปจากการที่ตอนนี้ยังไม่มีรถไฟความเร็วสูงดูก็ได้
.
ทั้งหมดนี้จึงทำให้ไทยไม่น่าดึงดูดลงทุนอีกต่อไปในสายตาของชาวต่างชาติ ทั้งจากผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยเองที่น้อยกว่าตลาดอื่นๆ และจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเอง ที่มองไปในอนาคตแล้วน่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยโตน้อยและโตช้าเช่นนี้ไปอีกนาน
