ถึงคราวของ NVIDIA เป็นเบอร์ 1
เมื่อคืนตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาได้มีการเปลี่ยนแปลงเบอร์ 1 ของตลาดอีกครั้ง โดย ‘NVIDIA’ บริษัทผลิตชิปจาก Silicon Valley ได้ก้าวขึ้นมาแซงหน้า 2 บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Apple และ Microsoft และกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกจากข้อมูลของ S&P Global
.
การขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 บริษัทเทคโนโลยีของโลกเป็นผลพวงมาจากการแพร่หลายของ Ai และ Generative Ai ที่ยึดโยงไปสู่ความต้องการชิปของบริษัทที่เพิ่มมากขึ้นในการนำไปประมวลผลกราฟิกและการ์ดจอเพื่อใช้ในการพัฒนาและรองรับระบบปัญญาประดิษฐ์
.
การก้าวขึ้นมาเฉิดฉายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ของ NVIDIA ถือเป็นการเติบโตที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อสองปีที่แล้วบริษัทมีมูลค่าอยู่ที่ 400,000 ล้านดอลล่าสหรัฐ (ราว 14 ล้านล้านบาท) แต่แล้วในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาตัวเลขมูลค่าบริษัทก็ก้าวกระโดดไปที่มากกว่า 3 ล้านล้านดอลล่าสหรัฐ (ราว 110 ล้านล้านบาท) ความเร็วในการไต่ระดับของ NVIDIA นั้นน่าตกใจมาก
.
ในปี 2018 Apple มีมูลค่าบริษัท 1 ล้านล้านดอลล่าสหรัฐ หลังจากนั้น Apple ใช้เวลา 5 ปีก่อนที่บริษัทจะมีมูลค่า 3 ล้านล้านดอลล่าสหรัฐเมื่อมิถุนายนปีที่แล้ว ในขณะที่ Microsoft ก็ใช้เวลาเกือบ ๆ 5 ปี เช่นกันในการไต่ระดับจากบริษัทที่มูลค่า 1 ล้านล้านดอลล่าสหรัฐ มาอยู่ที่ระดับ 3 ล้านล้านดอลล่าสหรัฐ ทว่า NVIDIA ใช้เวลาเพียง 1 ปีในการไต่ระดับดังกล่าว (เรียกก้าวกระโดดก็ว่าได้)
.
การก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มูลค่ามากที่สุดในโลกเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าปัญญาประดิษฐ์มีอิทธิพลมากแค่ไหนต่อโลกใบนี้ เพราะเมื่อช่วงเดือนมกราคม Microsoft ก็ได้ตำแหน่งเบอร์ 1 ของโลกไปครองหลังจากมีการประกาศโครงการเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Apple มีการเปิดตัว Apple Intelligence (Ai ในนามของ Apple) Apple ก็ได้ตำแหน่งบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเป็นอันดับ 1 ไปครอง และสัปดาห์นี้ก็ถึงคราวของ NVIDIA
.
เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องบังเอิญหรือไม่ที่จู่ ๆ ชิปก็เป็นที่ต้องการของโลกเนื่องจาก Ai ได้รับความสนใจและพัฒนาอย่างแพร่หลายโดยไม่ทันตั้งตัว และ NVIDIA ก็บังเอิญได้รับอานิสงส์ คำตอบของคำถามดังกล่าวคือไม่ ไม่มีเรื่องบังเอิญใด ๆ ที่ทำให้ NVIDIA มาอยู่ตรงจุดนี้
.
หลายปีก่อน ‘เจนเซ่น หวง’ (Jensen Huang) ผู้บริหารของ NVIDIA ได้เดิมพันว่าการ์ดจอและชิปจะมีความจำเป็นต่อบรรดา Ai และ Generative Ai และเขาก็ได้เตรียมพร้อมบริษัทตั้งแต่เวลานั้นเพื่อรองรับสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเป็นการเติบโตครั้งยิ่งใหญ่ของเทคโนโลยีโลก
.
ณ ตอนนี้ การเดิมพันครั้งใหญ่ของ เจนเซ่น หวง กำลังผลิดอกออกผลเพราะปัจจุบัน บริษัท NVIDIA ครองตลาดชิปมากกว่า 80% ของชิปทั้งหมดที่ต้องใช้ในระบบของปัญญาประดิษฐ์ บรรดาลูกค้ารายใหญ่ของ NVIDIA จะสั่งซื้อชิปเพื่อนำไปใช้ประมวลผลในคอมพิวเตอร์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลมหาศาลในการสร้างปัญญาประดิษฐ์ ‘แดเนียล นิวแมน’ (Daniel Newman) ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทวิจัยเทคโนโลยี Futurum Group ได้ออกมากล่าวชื่นชมถึงวิสัยทัศน์ของ NVIDIA
.
“พวกเขามองเห็นแนวโน้มในอนาคต (ปัญญาประดิษฐ์) พวกเขาเตรียมตัวสำหรับสิ่งที่พวกเขาเชื่อ และท้ายที่สุดเขาก็กลายเป็นผู้นำตลาด พวกเขาสามารถตั้งราคา (ชิป) เท่าไหร่ก็ได้ตามแต่ที่เขาต้องการ”
.
การเติบโตของ NVIDIA ชวนให้นึกถึงบริษัทยักใหญ่ในยุด dot-com อย่าง Cisco และ Jupiter Networks บริษัทที่ผลิตอุปกรณ์สำหรับใช้ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในช่วงยุคอินเทอร์เน็ตแรกเริ่ม ณ เวลานั้นหุ้นของ Cisco เพิ่มขึ้นมากกว่าพันเท่าหลังจาก IPO ในตลาดหุ้น (เสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป) และทำให้บริษัทกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดของโลกช่วงสั้น ๆ ในเวลานั้น
.
บรรดานักลงทุนที่ลงทุนใน NVIDIA ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพและคุณค่าของบริษัทมากกว่าผลประกอบการ เพราะเมื่อมองข้ามฟากไปที่ Microsoft และ Apple ทั้ง 2 บริษัทต่างสร้างรายได้มากกว่า 2,100 ล้านดอลล่าสหรัฐ ในช่วงไตรมาสแรกของปี ในขณะที่ Nvidia สร้างรายได้น้อยกว่าทั้ง 2 บริษัท ที่ราว ๆ 1,400 ล้านดอลล่าสหรัฐ (แต่รายได้ดังกล่าวถือเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นกว่า 600% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว)
.
ทว่าความเชื่อมั่นของ NVIDIA ที่มีต่อการแพร่หลายของเทคโนโลยี Ai และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ NVIDIA ก็ได้รับการตั้งคำถามเช่นกันจากนักวิเคราะห์สถาบัน Bernstein Research ‘สเตซี่ ราสกอน’ (Stacy Rasgon)
.
“ตัวเลขมูลค่าบริษัทที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ผู้คนกังวลถึงความยั่งยืน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้ออกมาดีอย่างที่เป็น บริษัททั้งบริษัทก็จะพังทลายลง” แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันดูจะไม่เป็นเช่นนั้นซักเท่าไหร่
.
ตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหุ้น S&P ในปี ค.ศ. 1926 ปัจจุบันมีเพียง 12 บริษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้นที่เป็นเหมือนผู้นำ (แบก) ตลาด S&P 500 ได้แก่ AT&T, Apple, Cisco, DuPont, Exxon Mobil, General Electric, General Motors, IBM, Microsoft, Philip Morris, Walmart และล่าสุด NVIDIA
.
แรงหนุนและความคาดหวังอย่างต่อเนื่องจากบรรดานักลงทุนใน Wall Street ก็มีส่วนต่อการพุ่งทะยานของมูลค่าบริษัท NVIDIA เช่นกัน โดย NVIDIA สามารถทำยอดขายในไตรมาสล่าสุดเพิ่มขึ้นสามเท่าจากไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่ายอดขายออาจจะเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่าในไตรมาสปัจจุบัน
.
สุดท้ายนี้ Apple หรือ Microsoft ก็อาจจะกลับขึ้นมาแซงเป็นเบอร์ 1 บริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกได้ในวันข้างหน้า และเราอาจจะคาดการณ์ได้ว่าตัวแปรสำคัญในสมการนี้คือ ‘เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และ Generative Ai’ ที่จะออกมาพลิกโฉมโลกต่อจากนี้
.
Source
https://www.nytimes.com/2024/06/18/technology/nvidia-most-valuable-company.html?campaign_id=57&emc=edit_ne_20240618&instance_id=126592&nl=the-evening®i_id=247560144&segment_id=169936&te=1&user_id=14be12ab8c419835c43ebce91111c762&fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAAR1ihOmR2JYkUvj6sTHVKpjCRXfribnNgy6opZQiZ19W3zyItuPjDp4FvCQ_aem_ZmFrZWR1bW15MTZieXRlcw
