แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีเงินจ่าย เพราะคนสูงวัยที่มีเงินส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ในขณะที่เหลือมีหนี้ ออมเงินไม่ค่อยได้ตั้งแต่ก่อนเกษียณ ด้านผู้ประกอบการที่จะเข้าตลาดสูงวัยเตรียมเจอต้นทุนสูง แข่งเดือด”
ประชาชนคนไทยต่างทราบดีว่าโครงสร้างประชากรของประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นสังคมสูงวัยขั้นสุดยอด ซึ่งจะส่งผลต่อธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม จะมีบางสินค้าและบริการที่ได้รับประโยชน์ ในขณะเดียวกันก็จะมีบางสินค้าและบริการที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมสูงวัย เพราะสถานการณ์นี้จะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของบรรดาผู้ประกอบการ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยออกรายงานที่มีการคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ.2572 (อีกแค่ 5 ปีข้างหน้า) มูลค่าการใช้จ่ายของคนสูงวัยจะแตะที่ 2.2 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะโตขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้รายงานดังกล่าวยังมีการพูดถึงประเด็นต่าง ๆ ที่จะต้องทำให้บรรดาผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว
สถานการณ์ปัจจุบันการใช้จ่ายของผู้สูงอายุไทยจะพบว่า ‘ค่าใช้จ่ายด้านสินค้าอุปโภค บริโภค สุขภาพ การท่องเที่ยวโรงแรมและร้านอาหาร’ เพิ่มขึ้นมาตลอดในหลายปีที่ผ่านมา จากสถิติตัวเลขค่าใช้จ่ายเมื่อปีที่แล้ว ผู้สูงอายุไทยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท และในปีนี้อาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 ล้านล้านบาท และจากการคาดการณ์ใน ปี พ.ศ.2572 ตัวเลขดังกล่าวอาจสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท และจะมาจากผู้สูงอายุไทยทั้งหมดประมาณ 18 ล้านคนในปีนั้น
กลับมาที่สถานการณ์การใช้จ่ายของปีปัจจุบัน Gen X, Y และ Z มีมูลค่าการใช้จ่ายรวมกัน 8.9 ล้านล้านบาท ในขณะที่กลุ่ม Baby Boomer มีมูลค่าใช้จ่าย 1.7 ล้านล้านบาท โดยเทรนด์การรักสุขภาพ การป้องกันความเสี่ยงเรื่องโรคภัย และการใช้จ่ายเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตที่อยู่คนเดียวของผู้สูงวัยโสด ‘เป็นปัจจัยหนุนที่ทำให้คนรุ่น Baby boomer ใช้จ่ายกันมากขึ้น’
ซึ่งเมื่อมองที่เทรนด์โลกตอนนี้ จะพบว่าประชากรส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะอายุยืนยาวมากขึ้น ทว่าจากการรายงานของ SCB EIC กลับพบว่ากลุ่มคนที่กำลังจะเกษียณมีทรัพย์สินน้อย เพราะมีหนี้และขาดวินัยการออม และคนกลุ่มที่กำลังจะเกษียณนี้ส่วนใหญ่จะมีสินทรัพย์ไม่ถึง 1 ล้านบาท
ถึงแม้ตลาดผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่น่าสนใจ แต่ผู้ประกอบการก็ต้องรับมือความเสี่ยงเช่นกัน
ความเสี่ยงที่ 1 ตลาดนี้เดือดแน่ เพราะกลุ่มสูงอายุที่มีกำลังซื้อไม่ได้มีอยู่ทุกที่
จากที่กล่าวไปข้างต้นว่ากลุ่มผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะมีสินทรัพย์ไม่ถึง 1 ล้านบาท และมีหนี้ จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า ‘ผู้สูงอายุที่มีเงิน’ ส่วนใหญ่จะอาศัยกระจุกตัวอยู่ใน ‘กรุงเทพมหานคร’ และภาคกลาง ทำให้บรรดาธุรกิจที่จะเข้าสู่ตลาดนี้ต้องเจอการแข่งขันที่รุนแรง ต้องเผชิญการแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดที่สูงจากทั้งคู่แข่งในประเทศไทย และต่างประเทศโดยเฉพาะจาก ‘จีน’ และ ‘ญี่ปุ่น’ (ซึ่งดูจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาดนี้) ซึ่งจะนำไปสู่ความเสี่ยงประเด็นที่ 2
ความเสี่ยงที่ 2 ต้นทุนสูง เพราะต้องพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดรับกับกลุ่มผู้สูงอายุ
ธุรกิจที่จะเข้าสู่ตลาดนี้จะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจาก ‘การพัฒนาสินค้าให้เข้ากับกลุ่มผู้สูงอายุ’ เช่น หากเป็นผู้ประกอบการจากธุรกิจเครื่องดื่มก็ต้องเพิ่มสารอาหารที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้สูงอายุ คำนึงถึงสุขภาพและโรคภัย หรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์เองก็ต้องออกแบบให้เปิด-ปิดง่าย ให้ผู้สูงอายุใช้งานง่าย ไม่ลำบาก
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ‘การปรับตัวเรื่องต้นทุน จะยิ่งลำบากมากขึ้นสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน’ แต่การปรับตัวดังกล่าวอาจจะใช้เงินทุนสูงในช่วงแรก แต่เมื่อผ่านไปซักพักจะสร้างความคุ้มค่า จากราคาต้นทุนในการปรับตัวต่าง ๆ จะค่อย ๆ ถูกลง
กลุ่มธุรกิจไหนได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของผู้สูงวัย
กลุ่มธุรกิจแรกคือ ‘ธุรกิจที่เน้นด้านสุขภาพ’ เช่น ธุรกิจอาหารเครื่องดื่ม ธุรกิจดูแลสุขภาพ ถัดมาได้แก่กลุ่มธุรกิจที่ตอบโจทย์เรื่อง lifestyle ของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจหลักของการใช้จ่ายทั้งหมดของผู้สูงอายุไทย ถึงแม้จะมีความถี่ในการจ่ายน้อยกว่ากลุ่มธุรกิจแรก แต่มูลค่าการจ่ายแต่ละครั้งสูง (จ่ายทีจ่ายหนัก) สินค้าในกลุ่มนี้ก็เช่น ระบบ smart home ระบบสั่งการด้วยเสียง กล้องติดตามการเคลื่อนไหว เครื่องช่วยฟัง หรือแม้แต่กลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เช่น อาหาร อุปกรณ์เกี่ยวกับน้อง ๆ และบริการดูแลน้อง ๆ และยังมีธุรกิจอื่น ๆ ที่ได้รับอานิสงส์ เช่น กลุ่มบริการทางการเงิน โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุ บริการ Entertainment ต่าง ๆ สำหรับผู้สูงอายุ เช่น เกมช่วยบริหารสมอง และเกมช่วยฝึกสายตา
การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรของประเทศไทยกำลังจะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่อผู้ประกอบการในไทย ถึงแม้ในอีก 5 ปีข้างหน้ากลุ่มสูงวัยจะมีมูลค่าการใช้จ่ายสูงขึ้น แต่ต้องบอกว่ายังมีอีกเกือบ ๆ 90% ของมูลค่าการใช้จ่ายจากกลุ่ม Gen ต่าง ๆ ที่จะทำให้มีเม็ดเงินไหลไปสู่ธุรกิจต่าง ๆ เช่นกัน ณ จุดนี้เองที่ผู้ประกอบการอาจจะต้องตัดสินใจว่าจะหาปลาจากน่านน้ำไหน
.
อ้างอิง: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
