10 ปีผ่านไปตลาดหุ้นไทยยังขนาดเท่าเดิมไม่พอ ยังถอยหลังลงจนกำลังจะสูญเสียมูลค่าตลาดที่ใหญ่อันดับ 2 ของอาเซียนให้กับสิงคโปร์ และมาเลเซียที่จ่อท้ายทอย จากปัจจัยการเมืองที่ไร้ประสิทธิ การใช้จ่ายภาคการท่องเที่ยวที่น้อยกว่าที่คาด และการทุจริตของบริษัทในตลาด
เป็นเวลาหลายปีที่ตลาดหุ้นไทยยืนหยัดในฐานะหนึ่งในตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีขนาดมูลค่าตลาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของภูมิภาครองจากตลาดหุ้นอินโดนีเซีย แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหุ้นไทยกำลังเสื่อมมนต์เสน่ห์ลงอย่างเห็นได้ชัด การไหลออกของทุนต่างชาติที่ยาวนานต่อเนื่อง 12 เดือน เป็นที่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยไม่น่าสนใจอีกต่อไป?
อีกทั้งไทยกำลังจะสูญเสียอันดับ 2 ที่ครองตำแหน่งมาอย่างอันยาวนานของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ให้กับคู่แข่งอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียที่จ่อท้ายทอยแบบหายใจรดต้นคอ
ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg ระบุว่า ช่องว่างระหว่างไทยและสิงคโปร์อยู่ที่เพียงแค่ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ 125,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว
ปัจจัยหลักของการร่วงของดัชนีหุ้นไทยมาจากสาเหตุ ดังนี้
– การไร้ประสิทธิภาพ ความขัดแย้งทางการเมืองและกฎหมาย
– จำนวนเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวน้อยลงกว่าที่คาดการณ์
– ปัญหาเรื่องการประพฤติโดยมิชอบขององค์กรในตลาดหลักทรัพย์
ส่งผลให้เกิดการเทขายในตลาดหุ้นไทย (SET) ราว ๆ 14% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และเป็นการลดลงครั้งใหญ่สุดของตลาดหุ้นทั่วโลก
อลัน ริชาร์ดสัน ผู้จัดการกองทุนจาก Samsung Asset Management Co. กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่จะยังคงเป็น “กับดักมูลค่า” (value trap) ไปจนกว่าแนวโน้มด้านเศรษฐกิจ รวมไปถึงผลประกอบการจะดีขึ้น
มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน
ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย (IDX) 749,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตลาดหุ้นไทย (SET) 440,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตลาดหุ้นสิงคโปร์ (SGX) 426,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตลาดหุ้นมาเลเซีย (KLSE) 422,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยตลาดหุ้นของอินโดนีเซียเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ตั้งแต่ปลายปี 2564
อันที่จริงแล้วตลาดหุ้นในภูมิภาคอาเซียนส่วนใหญ่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ยกเว้นประเทศไทยที่ หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สิ้นสุดลงในช่วงปลายปี 2022 แต่ตลาดหุ้นไทยกลับไม่ฟื้นตัวตามตลาดอื่นในภูมิภาค
นักลงทุนเคยตั้งความหวังว่าการหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวจะฟื้นฟูเศรษฐกิจที่อ่อนแอ แต่กลับกันข้อจํากัดด้านโควิดที่เข้มงวดของจีนและเศรษฐกิจโดยรวมที่อ่อนแอ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางจากชาติมหาอำนาจเอเชียลดน้อยลง ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดในปี 2019 และการใช้จ่ายต่อคนต่อทริปก็น้อยลงด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ความไม่มั่นคงทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการที่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน จะถูกปลดออกจากตําแหน่งหรือไม่ และความล่าช้าของนโยบายรวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณที่ไม่เป็นไปตามรอบปีงบประมาณก็ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดเช่นกัน
ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของหุ้นไทย ตลาดหลักทรัพย์ของไทยได้เปิดตัวโครงการใหม่ ๆ รวมถึงการปฏิรูปเพื่อป้องกันการละเมิดตลาด การแก้ปัญหาการทุจริตของบริษัทในตลาด และปรับปรุงประสิทธิภาพใหม่ให้นักลงทุนมีความเชื่อถืออีกครั้ง
ตามข้อมูลของ Bloomberg ระบุเพิ่มเติมว่า นักลงทุนต่างชาติได้ลดการลงทุนหุ้นไทยเกือบ 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ และเพิ่มการลงทุนในมาเลเซียราว ๆ 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประเทศเดียวที่มีการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างชาติภายในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนสิงคโปร์นักลงทุนต่างชาติลดการขายหุ้นลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวของเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ตามข้อมูลของ EPFR
Sat Duhra ผู้จัดการกองทุนของ Janus Henderson Group Plc กล่าวว่า เงินบาทอ่อนค่าลง และวินัยไร้วินัยทางการคลังที่สะท้อนผ่านนโยบายของรัฐบาลใหม่นี้ กลายเป็นโอกาสที่ดีกว่าสำหรับตลาดอื่นๆ ในเอเชีย
หุ้นไทยมักจะซื้อขายในราคาพรีเมี่ยมกับหุ้นมาเลเซีย แต่ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม อัตราส่วน price-to-earnings ล่วงหน้า 12-month โดยเฉลี่ยของดัชนี SET ถูกกว่าดัชนี FTSE Bursa Malaysia KLCI เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี ตอนนี้ SET ซื้อขายประมาณ 13 เท่าเมื่อเทียบกับ 14.1 เท่าสําหรับคู่แข่ง
ทั้งนี้สาเหตุที่มูลค่าตลาดของสิงคโปร์เพิ่มขึ้นนั้น มาจากการที่หุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งเพิ่งทําระดับสูงสุดใหม่ (New high) เมื่อเร็วๆ นี้จากความคาดหวังในการจ่ายเงินปันผลและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น นั่นทําให้ดัชนี Straits Times เพิ่มขึ้นประมาณ 6% ในปีนี้
ส่วนการผลักดันนโยบาย AI เนื่องจากตําแหน่งการเป็นศูนย์กลางการลงทุนของ Data Center และศูนย์กลางซัพพลายเชนไมโครชิปและเซมิคอนดักเตอร์ของมาเลเซีย ก็เป็นอีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญ ให้ดัชนีตลาดหุ้นมาเลเซีย เพิ่มขึ้น 11% ในปีนี้ และถือว่าแข็งแกร่งสุดในภูมิภาค
10 ปีผ่านไปตลาดหุ้นไทยไม่ไปไหนเลย
ตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 ปีนั้น อยู่ในสภาพวนเวียน ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ในกรอบ 1,000 – 1,600 จุด และมีความแปรปรวนมากในแต่ละวัน ผีเข้าผีออก 3 วันดี 4 วันไข้ เปิดตลาดมาตอนเช้าพุ่งขึ้นสูงสุด แต่ตกเย็นถูกเทขายหนักสุด ทำให้มูลค่าตลาดไปขยับไปไหนมาเป็นเวลายาวนาน
ในช่วงโควิด-19 ตลาดหุ้นไทยเคยร่วงลงไปต่ำสุดสู่ระดับ 969 จุดในปี 2563 หรือหายไปมากว่า 40% ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี หรือนับตั้งแต่ฟื้นตัวจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ที่ดัชนีเคยตกลงไปต่ำกว่าระดับ 1,000 จุด
และแม้ว่าฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ในช่วงปลายปี 2563 โดยปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1,600 จุดอีกครั้ง แต่หลังจากนั้นก็หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง แทบจะขึ้นไปที่ 1,500 จุดไม่ได้อีกเลย และปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,300 จุด แต่นักวิเคราะห์มองว่า อาจลงไปเจอกันที่ 1,200 จุด
สิ่งนี้ตรงกันข้ามกับตลาดในภูมิภาคอย่างตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ในสิ้นปี 2566 ฟื้นตัวและให้ผลตอบแทนมากกว่า 25% หรือตลาดหุ้นเวียดนามที่ฟื้นตัวแรงแซงหน้าไทยได้อย่างรวดเร็ว และให้ผลตอบแทนราว ๆ 11% ขณะที่ตลาดหุ้นไทยนั้นติดลบอยู่ที่ -15%
อ้างอิง: Bloomberg Bangkokpost
