“อินโดเปิดตัว ‘Golden Visa’ ให้นักลงทุนต่างชาติอยู่ในประเทศไปเลย 10 ปี! หลังทดลองใช้มาเกือบปีโกยเงินเข้าประเทศไปแล้วกว่า 4,000 ล้านบาท ขนาด CEO OpenAi ยังมี Visa นี้ แถมตอนนี้อินโดยังผงาดขึ้นเป็นเบอร์ 1 อาเซียนที่ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศมากสุด ทิ้งห่างไทยประมาณ 10 เท่า”

อินโดนีเซีย ประกาศเปิดตัวโครงการ “Golden Visa” ที่เปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนและนักธุรกิจ (ที่กระเป๋าหนัก) สามารถอยู่ในประเทศได้นานถึง 10 ปี!

ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ‘โจโก วิโดโด’ (Joko Widodo) กล่าวสนับสนุนโครงการดังกล่าวว่าจะเป็นผลดีต่อประเทศในระยะยาว “Golden Visa จะอำนวยความสะดวก และสนับสนุนนักลงทุนและนักธุรกิจต่างชาติ อีกทั้งจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะลงทุนขณะอยู่ในอินโดนีเซียอีกด้วย”

การจะได้มาซึ่ง Golden Visa มีวิธีที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าเป็น ‘บุคลทั่วไป’ จะต้องมีการลงทุนในประเทศ 2,500,000 ดอลลาร์ (ราว ๆ 89 ล้านบาท) เพื่อขอวีซ่า 5 ปี หรือลงทุน 5,000,000 ดอลลาร์ (ราว ๆ 179 ล้านบาท) สำหรับวีซ่า 10 ปี

หรือ ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวสามาถ “ซื้อ” Golden Visa ได้โดยการฝากเงินกับธนาคารของรัฐ 350,000 ดอลลาร์ (ราว ๆ 12 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการอยู่ในประเทศ 5 ปี หรือถ้าต้องการอยู่ 10 ปี ต้องฝากเงินที่ยอด 700,000 ดอลลาร์ (ราว ๆ 25 ล้านบาท)

และสำหรับบริษัทต่าง ๆ สามารถขอ Golden Visa สำหรับผู้บริหาร กรรมการบริหารหรือทีมงานได้ โดยต้องมียอดการลงทุน 25 ล้านดอลลาร์ (ราว ๆ 898 ล้านบาท) สำหรับการอยู่ในประเทศ 5 ปี และยอด 50 ล้านดอลลาร์ (ราว ๆ 1,796 ล้านบาท) สำหรับการอยู่ในประเทศ 10 ปี

Golden Visa นี้ไม่ใช่ว่าพึ่งจะถูกนำมาใช้งาน แต่อินโดนีเซียได้มีการทดลองใช้จริงตั้งแต่สิงหาคมปีที่แล้ว โดยตอนนี้มีการออก Golden Visa ให้ชาวต่างชาติไปแล้วกว่า 300 ราย และกวาดเงินลงทุนเข้าประเทศไปแล้วกว่า 123 ล้านดออลลาร์ (ราว ๆ 4,419 ล้านบาท) เรื่องนี้ถูกยืนยันโดยหัวหน้าสำนักตรวจคนเข้าเมือง ‘ซิลมี คาริม’ (Silmy Karim)

โดยรัฐบาลอินโดนีเซียตั้งใจจะออก Golden Visa ให้ได้ถึง 1,000 ใบ!! ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะเป็นการดึงดูด (โกย) เงินลงทุนจากต่างชาติมหาศาล (จากการคำนวนที่ตัวเลขเงินน้อยสุดอาจจะมีเงินไหลเข้าประเทศ 62,300 ล้านบาท ในขณะที่หากคำนวนด้วยเงินมากที่สุดอาจสูงถึง 125 ล้านล้านบาท)

ซิลมี คาริม ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า Golden Visa นี้ยังมีประโยชน์ต่อบริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในประเทศอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน เขายกตัวอย่างบริษัทเหมืองแร่ที่ต้องการขยายกิจการไปยังพื้นที่อื่นในประเทศ Golden Visa นี้จะช่วยให้บรรดาทีมงานหน้าใหม่ที่จะต้องเข้ามาประจำในพื้นที่นั้น ๆ ของบริษัทได้รับสิทธิที่จะอาศัยอยู่ในประเทศและดำเนินธุริจต่อไป

Golden Visa ใบแรกที่รัฐบาลออกให้นักลงทุนต่างชาติใบแรกไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น ‘แซม อัลท์แมน’ (Samuel Altman) CEO ของ OpenAi บริษัทที่สร้าง ChatGPT และทำให้โลกในยุคนี้เข้าสู่ยุคของ Generative Ai โดยเขาได้รับสิทธิ์ให้อาศัยอยู่ในอินโดนีเซียถึง 10 ปี Golden Visa นี้ยังมาพร้อมสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อีก เช่น ช่องทาง fast track สำหรับเข้าประเทศที่สนามบิน

รัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าว่ามาตรการนี้จะช่วยลดบรรดา Digital Nomad (คนที่ทำงานออนไลน์เป็นหลัก และทำที่ไหนก็ได้) และชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศนาน ๆ แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมหรือจับจ่ายใช้สอยกับธุรกิจในประเทศ หรือบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจจะทำผิดกฎหมายในการประกอบธุรกิจในอินโดนีเซีย

‘สมาคมทัวร์และตัวแทนท่องเที่ยวประเทศอินโดนีเซีย’ อธิบายเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าวว่าปัจจุบันมีชาวต่างชาติที่ถือ Visa ท่องเที่ยวและอาศัยอยู่ในบาหลีที่มีความเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมายของประเทศ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ใช้ที่พักสำหรับการท่องเที่ยวเป็นสำนักงาน หรือดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจที่ฝ่าฝืนเงือนไขใบอนุญาต

รัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าว่ามาตรการนี้จะดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตของ GDP ที่ 5.2% ในปีนี้


ปัจจุบันประเทศในอาเซียนและไทย
มีตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศเป็นอย่างไร ?

ในปี พ.ศ. 2566 อินโดนีเซียมีตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ถึง 47,340 ล้านดอลลาร์ (ราว ๆ 1,700,000 ล้านบาท) โดยเป็นตัวเลขที่มากที่สุดในอาเซียน ซึ่งเป็นอานิสงส์มาจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2561

โดย 4 อันดับประเทศในอาเซียน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561-2566 ที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ‘มากสุด-น้อยสุด’ ได้แก่ อินโดนีเซีย-เวียดนาม-มาเลเซีย และไทย

สำหรับประเทศไทย ปี พ.ศ.2566 มีตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศที่ 2,969 ล้านดอลาร์ หรือราว ๆ 1 แสนล้านบาท (ตามหลังอินโดนีเซียประมาณ 10 เท่า) และ FDI ของไทยยังมีทิศทางที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าประเทศไทยยังพอมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ แต่ต้องเร่งแก้นโยบายให้เอื้อแก่การลงทุนเพิ่มมากขึ้น เช่น ลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อนของเอกสารในการขอใบอนุญาต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขั้นตอนในการส่งออกและนำเข้าสินค้า หรือแม้แต่การการเจรจาตกลงทางการค้ากับประเทศฝั่งยุโรป

แต่อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของความซับซ้อนและนโยบายเท่านั้นที่เมื่อแก้ไขสำเร็จแล้วจะทำให้ประเทศไทยเป็นที่น่าลงทุนของต่างประเทศ แต่อาจเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง แรงงาน และเทคโนโลยี ที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไร้เสน่ห์ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ทุกท่านมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร สามารถแบ่งปันกันได้

เรื่อง: กฤชพนธ์ ศรีอ่วม
อ้างอิง: NIKKEI Asia