หากคุณผู้อ่านเดินเข้าซุปเปอร์มาร์เกต แล้วอยากได้ เนย และ ชีส ดีๆ สำหรับทำเบเกอรี่และอาหารตะวันตกดีๆ สักมื้อ คงนึกถึง Allowrie , IMPERIAL และ DAIRYGOLD ที่มีกลิ่นหอม รสชาติถูกปาก สำหรับความรู้สึกที่ดีในอาหาร 1 มื้อ แต่เบื้องหลังของผลิตภัณฑ์คุณภาพตามซุปเปอร์มาร์เกตเหล่านี้ อยู่ภายใต้การดำเนินธุรกิจของ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG ในตลาดหลักทรัพย์ โดยได้ดำเนินธุรกิจยาวนานกว่า 65 ปี จากจุดเริ่มต้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด กิมจั๊วพาณิชย์ ในห้องแถว

ทำให้วิสัยทัศน์ของประธานเจ้าหน้าที่บริหารในแต่ละยุคของ KCG ถือเป็นตำแหน่งสำคัญในการวางวิสัยทัศน์ เพื่อทำให้ธุรกิจก้าวสู่ปีที่ 66 และต่อเนื่องไป ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา KCG ได้มี CEO คนใหม่ที่ชื่อว่า คุณดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ ที่จะสานต่อธุรกิจหลังจากนี้ มีความสำคัญในฐานะบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่จะต้องรับผิดชอบมากขึ้น เพื่อนำพาโอกาสมาสู่บริษัท

         ยุทธศาสตร์การเป็นผู้นำอาหารสไตล์ตะวันตก

หลังจากที่คุณดำรงชัยได้ก้าวขึ้นมาสู่การเป็น CEO ของ KCG ได้มีการวางแผนและกลยุทธ์สำหรับการเติบโตไว้ถึง 7 แกนหลัก เพื่อรองรับในความไม่แน่นอนทางธุรกิจที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจที่อาจส่งผลต่อ KCG โดยได้มีการวางกลยุทธการเติบโต ไว้ดังนี้

1. มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจ (Growth) ตั้งเป้าผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

2. พัฒนาบุคลากร (People) พัฒนาทักษะและโครงสร้างองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน

3. ขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี (Innovation Data & Tech)

นำเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์และตัดสินใจอย่างแม่นยำ

4. ขยายตลาดการส่งออก (Export) ขยายสินค้าใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโต และขยายตลาดใหม่

5. ยกระดับศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าที่ทันสมัยและครบวงจร (Supply Chain & Inventory) เพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้เกิดประโยชน์สูงสุด

6. ยกระดับการผลิตโดยใช้ระบบอัตโนมัติ (Production& Automation) มุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอกลุ่มผลิตภัณฑ์เนยและชีส ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ โดยนำกระบวนการผลิตระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ดียิ่งขึ้น

7. ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ปรับตัวให้พร้อมสู่ความยั่งยืน 

โอกาสและศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารตะวันตก เนย ชีส ในภูมิภาคอาเซียน

จากกลยุทธ์ของบริษัทที่เปิดเผยออกสู่สายตานักลงทุนนี้ จะมีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่ยังมีแนวโน้มต้องการผลิตภัณฑ์ของ KCG ในทุกผลิตภัณฑ์ จากข้อมูลของ Euromonitor โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ KCG เป็นที่ 1 ในประเทศไทยอย่าง เนย และ ชีส ทำให้เป็นข้อมูลหนึ่งที่การันตีอนาคตที่สดใสได้ในระดับหนึ่ง จากตัวเลขการคาดการณ์มูลค่ายอดขายสำหรับตลาดเนย และ ชีส เป็นดังนี้

การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ภายใต้แบรนด์อลาวรี่ อิมพีเรียล และ แดรี่โกลด์

แต่การเติบโตทางธุรกิจของ KCG ก็ต้องมีการปรับตัวให้เป็นไปตามเทรนด์ของโลกที่ผู้บริโภคให้ความสนใจด้านสุขภาพมากขึ้น ซึ่งทาง คุณธวัช ธีระนุสรณ์กิจ รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เห็นโอกาสและแนวโน้มของความต้องการด้านอาหารในปี 2567 พบว่า ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพมีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพและได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ประกอบกับอาหารจะต้องสะดวกทานง่าย ภายใต้โจทย์ที่จะต้องสร้างความยั่งยืนให้กับโลก ซึ่งแบรนด์อลาวรี่ อิมพีเรียล และ แดรี่โกลด์ ก็ได้มีผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่รองรับกับเทรนด์ดังกล่าวข้างต้น

ศักยภาพโรงงาน และ KCG Logistics Park เพื่อสนับสนุนการเติบโต

จากวิสัยทัศน์และโอกาสการเติบโตของผลิตภัณฑ์ทุกรายการในมือของ KCG บริษัทจึงได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่รองรับความต้องการของตลาดมากขึ้น โดยกระบวนการผลิตสินค้า KCG จะบริหารจัดการการผลิตจาก 2 โรงงาน คือที่เทพารักษ์และบางพลี ซึ่งได้มีการปรับเพิ่มกำลังการผลิต ปรับปรุงเครื่องจักรและกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้มีการลงทุนโครงการก่อสร้างและพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้า KCG Logistics Park เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บสินค้าและวัตถุดิบ รวมถึงลดต้นทุนค่าเช่าคลังสินค้าภายนอกได้อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้า KCG Logistics Park มีขนาดพื้นที่ 15 ไร่ ตั้งอยู่ในบริเวณของโรงงานบางพลี ประกอบด้วยอาคารจัดเก็บสินค้าและวัตถุดิบทั้งหมดจำนวน 6 อาคาร ซึ่งสามารถเก็บสินค้าคงคลังและวัตถุดิบทั้งหมดได้ครบทุกอุณหภูมิ ได้แก่ อุณหภูมิปกติ (Ambient) ปรับอากาศ (Air-conditioned) แช่เย็น (Chilled) และแช่แข็ง (Frozen) รวมถึงอาคารจัดเก็บวัตถุดิบแป้งและน้ำตาล ภายใต้มาตรฐาน GHP : Good Hygiene Practice, ISO 18000, HACCP และ มาตรฐานแรงงานไทย มรท 8001 โดย KCG Logistics Park ได้ทยอยเปิดใช้งานแล้วบางส่วนตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 และใช้งานครบทั้ง 6 อาคารแล้วในช่วงเดือนกรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา

เป้าหมายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้เป็นการรองรับการเติบโตของบริษัทจากที่ผ่านมาที่รายได้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปี 2566 ที่ยอดขายสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และคาดว่าจะสร้างสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้งในปี 2567 จากการตั้งเป้าหมายของ KCG ซึ่งจะเน้นการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยการเติบโตในประเทศจะมาจากทั้งในส่วนของกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ (B2B) และผู้บริโภค (B2C) ซึ่งรายได้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาทุกช่องทางการจำหน่ายมีการเติบโตอย่างสมดุล

จากวิสัยทัศน์เบื้องต้นของแม่ทัพใหม่ของ KCG ประกอบกับโอกาสทางการตลาดที่สดใสรวมไปถึงทิศทางการเติบโตทั้งรายได้และกำไร ทำให้ KCG เป็นอีกหนึ่งในบริษัทที่น่าจับตาอนาคตในการดำเนินธุรกิจ ที่หลายคนมองว่า KCG คือ เบอร์ 1 ของผู้นำในผลิตภัณฑ์จากนม ที่พร้อมจะต่อยอด ปรับตัว และเปลี่ยนแปลงเพื่อดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน