“ประเทศไทยตอนนี้คนวัยทำงานค่อย ๆ น้อยลง อัตราเกิดต่ำ การลงทุนที่เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็ไม่มี ความสามารถในการแข่งขันก็ถดถอย ถ้าไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ต่อไปเศรษฐกิจไทยอาจโตได้เพียง 1.3%”

รู้หรือไม่ ทุกครั้งที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น ต้มยำกุ้ง, แฮมเบอร์เกอร์ และ โควิด-19 ‘แนวโน้มการเติบโต’ ของเศรษฐกิจไทยจะ #ลดต่ำลงทุกครั้ง

-ปี พ.ศ.2540 หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ย 5% (จากปีก่อนหน้าที่โตมากกว่า 7%)
-ปี พ.ศ.2551 หลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ย 3%
-ปี พ.ศ.2562 หลังวิกฤติโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ย 2%
และในปี 2583 เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเฉลี่ยเหลือเพียง 1.3% หากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังในอนาคต

ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ เหมือนเรานั่งรถยนต์และเจอลูกระนาด และทุก ๆ ครั้งที่ผ่านลูกระนาดจะมีชิ้นส่วนรถยนต์หลุดกระเด็นไปเรื่อย ๆ เช่น ล้อ กันชน ป้ายทะเบียน ทำให้รถเราต้องวิ่งช้าลงไปเรื่อย ๆ ในขณะที่รถคันอื่นเว้นระยะห่างจากเรามากขึ้นเรื่อย ๆ

สำนักวิจัย และนักวิชาการหลาย ๆ คน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ถ้าจะแก้ไข ต้องแก้ที่โครงสร้าง เช่นนั้นโครงสร้างที่ว่า ถ้าพูดให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ประเทศไทยเรากำลังเผชิญปัญหาอะไรบ้างในตอนนี้

กำลังแรงงานลดลง แก่ตัวลง เกิดน้อยลง

สำหรับประเทศไทย แรงงานในวัยทำงานอยู่ที่ช่วงอายุ 15-60 ปี ซึ่งตอนนี้แรงงานกลุ่มนี้กำลังลดลงอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละประมาณ 0.7% และในปี 2030 จำนวนแรงงานกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนเพียง 60% ของประชากรทั้งหมดในประเทศไทย มิหนำซ้ำประชากรวัยเด็กก็ลดลงปีละ 1.8% (อัตราการเกิดก็ต่ำลง)

เมื่อดูจากสถิติจะพบว่ามีแต่คำว่า ‘ลดลง’ แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คือ ประชากรผู้สูงอายุ ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประเทศ คือ 1.กำลังซื้อในประเทศจะลดลง และ 2.ผลิตภาพ หรือ Productivity ของแรงงานก็จะน้อยลง อยากให้ลองนึกภาพของ ‘งานกลุ่ม 10 คน ที่มีคนทำงานแค่ 6 คน และ 6 คนนี้กำลังแก่ตัวลงเรื่อย ๆ สมรรถภาพทางร่างกายลดลงเรื่อย ๆ โดยที่จะไม่มีคนหนุ่มหน้าใหม่มาแทนที่’ ผลิตภาพของแรงงานไทยตอนนี้กำลัง ‘ชะงัก-เติบโตได้เล็กน้อย’ แตกต่างตามภาคอุตสาหกรรม

ถ้าดูจากภาพประกอบจะเห็นว่าเส้นสีน้ำเงินที่หมายถึงกำลังแรงงาน กำลังลดลงเรื่อย ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ขาดการลงทุนที่เป็นพลังงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไม่เพียงแค่กำลังแรงงานที่ลด แต่ระดับการลงทุนในเศรษฐกิจไทยก็ลดไปเหมือนกันตั้งแต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 1997 จากที่ก่อนหน้านี้มีการสะสมทุนเฉลี่ยปีละ 6.6% ต่อปี แต่ตั้งแต่ปี 2012 เหลือเพียง 2.1% ต่อปี (ลดลงมาประมาณ 3 เท่า)

โดย KKP Research มองว่าสาเหตุที่ทำให้การสะสมทุนในประเทศลดลงตั้งแต่ปี 2012 เกิดจาก ขาดการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ การแข่งขันโดยรวมลดลง ฐานผู้บริโภคหดตัวลง หรือแม้แต่เหตุผลจากสถาบันการเงินที่ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออันมากจาก สถานการณ์คุณภาพหนี้ของประชาชนที่ลดลงและหนี้ครัวเรือน เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้ต่างทำให้ตัวเลขการสะสมการลงทุนในประเทศลดลงเรื่อยมา

หรือแม้แต่ก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็เคยรายงานตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่ไหลเข้าประเทศไทยในปี พ.ศ.2566 ก็มีมูลค่าเพียง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยอาเซียนอยู่ที่ 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประเทศไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในประเทศอาเซียนถึง 3 เท่า

ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ภายใต้ภาวะการแข่งขันจากต่างประเทศที่เข้มข้น

เมื่อแรงงานในประเทศกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในแนวทางชดเชย คือ พัฒนา หรือนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาชดเชยแรงงานที่กำลังลดลง เพื่อทดแทนหรือเสริมสร้าง Productivity ซึ่งจุดนี้เองที่หากไม่มีการลงทุนที่ยกระด้บโครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีที่สำคัญในการเสริมสร้างทุนมนุษย์ก็อาจจะทำให้ Productivity ลดลงต่อเนื่องแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็พอจะเห็นสัญญาณบวกได้อยู่บ้าง เพราะประเทศไทยในปี พ.ศ. 2566 จากการประเมินโดย World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development (IMD) พบว่าประเทศไทยมีอันดับความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น และตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 จาก 64 เขตเศรษฐกิจ (พัฒนาขึ้นจากปีที่แล้ว 3 อันดับ)

เมื่อเห็นสถานการณ์ของประเทศไทยแล้ว KKP Research ได้เสนอแนะว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปในทั้ง 4 ด้าน เช่น เพิ่ม Productivity ผ่านการดึงดูดแรงงานทักษะสูง ส่งเสริมและเพิ่มการแข่งขันในภาคบริการ ให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรผ่านการเพิ่มแรงงาน และเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตร เนื่องจากตอนนี้ ภาคเกษตรเป็นภาคที่มี Productivity ต่ำสุด และสุดท้ายปฏิรูปการคลัง เนื่องจากสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ภาครัฐมีรายจ่ายด้านสาธาณสุขที่สูงขึ้น จึงเป็นการยากที่รัฐจะลงทุนขนาดใหญ่เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทย หากไม่จัดการภาระด้านการคลังก่อน

อ้างอิง: KKP Research