โอลิมปิกยุคใหม่หลังจากนี้ เข้าสู่ยุคของการเซฟงบฯ ยากที่จะมีโอกาสกลับไปอลังการเป็นโชว์เคสของประเทศอีกแล้ว หากเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว เจ้าภาพในรอบ 20 ปีขาดทุนหนักทุกชาติ แถมเป็นหนี้มหาศาล ส่วนชาติเสนอตัวจัดน้อยลง ชาติร่ำรวยก็กลัวเศรษฐกิจพัง ชาติยากจนก็ไร้ศักยภาพจัด

เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ Paris 2024 กับพิธีเปิดโอลิมปิกนอกสนามกีฬาครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่คอนเซ็ปนั้นแหวกแนวกว่าเจ้าภาพทุกชาติที่เคยมีมา เพราะจัดกันริมสองฝั่งของแม่น้ำแซน เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงกรุงปารีสมายาวนานนับพันปี

ด้ายการจัดอีเวนต์ใหญ่ระดับโลกครั้งนี้ในพื้นที่เปิด คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถควบคุมทุกอย่างให้เพอร์เฟก 100% เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ไม่อาจสามารถควบคุมได้ทั้งสภาพอากาศที่ตลอดพิธีเปิดตั้งแต่ต้นจนจบ ปารีสต้องเจอฝนตกกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ไหนจะเรื่องมุมกล้องที่มีหลุดๆ บ้างในบางครั้ง แต่นั้นก็เหมือนกับชีวิตมนุษย์ที่ไม่มีใครที่จะเพอร์เฟกทุกด้าน แต่มันกลับทำให้มีเสน่ห์น่าติดตามไปเรื่อยๆ ว่าจะมีอะไรเซอร์ไพร์ออกมาอีก เพราะทกอย่างไม่สามารถคาดเดาได้เลย

แน่นอนว่าด้วยความที่มันแปลกใหม่ ย่อมมีคนคอมเมนต์จากคนไทยที่รับชมการถ่ายทอดสดแล้วบอกว่า พิธีเปิดของปารีสไม่อลังการเท่ากับ Bejjing 2008 ที่จีนเป็นเจ้าภาพได้เลย ทั้งที่ฝรั่งเศสเป็นเมืองแฟชั่นโลก แต่งานกลับดูไม่หวือหวาอย่างที่คาดหวัง

ในความเห็นของผู้เขียนมองว่า ความอลังการของพิธีเปิดโอลิมปิกในครั้งนี้สู้จีนไม่ได้จริงๆ และประเทศเจ้าภาพก็ไม่ได้คิดอยากจะไปเปรียบเทียบกับที่จีนทำไว้ เพราะยุคสมัยและคอนเซ็ปของงานที่แตกต่างกัน รวมทั้งโลกทุกวันนี้ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ปัญญาด้านภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน และภูมิอากาศที่เข้าขั้นย่ำแย่ และทุกประเทศต่างต้องมีมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อใช้งบประมาณให้น้อย แต่คุ้มค่ามากที่สุด

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาโอลิมปิกถูกใช้เป็นอีเวนต์ใหญ่เพื่อโชว์เคสของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่อยากประกาศว่า ชนชาติของข้าพร้อมก้าวสู่ชาติอุตสาหกรรมหรือมหาอำนาจเศรษฐกิจโก หรือเรียกว่าเอาไว้อวดชาวโลกว่า “ฉันเจริญแล้วจ้า” ซึ่งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือแม้แต่จีนก็ใช้เวทีโอลิมปิกเป็นสปริงบอร์ดในการก้าวกระโดดขึ้นสู่การเป็นประเทศชั้นนำหัวแถวของโลกทั้งสิ้น และเป็นการเปิดให้โลกรู้จักนวัตกรรมของตัวเองที่จะนำมาอวดสายตาชาวโลกในโอลิมปิกอีกด้วย

ดังนั้นจึงมีการอัดงบประมาณในการจัดงานมหาศาลจนเรียกว่าฟุ่มเฟือยก็ไม่เกินจริง แต่เกือบทุกชาติในโอลิมปิกที่จัดขึ้นช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เผชิญกับการขาดทุนยับเยิน เมื่อจบงานแล้วประเทศเจ้าภาพหนี้สิ้นท่วมตัว เศรษฐกิจทรุด สนามโดนทิ้งร้าง ประเทศถอยหลังกลับไปเจอวิกฤตอีกรอบ ซึ่งผลพวงนี้เห็นมาเกือบทุกประเทศในยุค Modern Olympic 20 ปีหลัง ที่ต่างเจ๊งระนาวทุกชาติ

🇨🇳ปี 2008 ที่ปักกิ่ง ประเทศจีน
งบประมาณ 6.3 แสนล้านบาท
ค่าใช้จ่ายจริง 1.5 ล้านล้านบาท

🇬🇧ปี 2012 ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
งบประมาณ 1.6 แสนล้านบาท
ค่าใช้จ่ายจริง 5.7 แสนล้านบาท

🇧🇷ปี 2016 ที่รีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล
งบประมาณ 4.4 แสนล้านบาท
ค่าใช้จ่ายจริง 6.3 แสนล้านบาท

🇯🇵ปี 2020 ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
งบประมาณ 4.6 แสนล้านบาท
ค่าใช้จ่ายจริง 6 แสนล้านบาท

สำหรับญี่ปุ่นนับว่าเป็นโอลิมปิกที่อาภัพ น่าสงสารที่สุด เพราะต้องจัดงานทั้งๆ ที่คนเข้าไปดูในสนามไม่ได้ เนื่องจากอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งที่ลงทุนสร้างสนามใหม่ และเตรียมพร้อมทุกอย่างไว้หมดแล้ว แต่ความหวังที่จะใช้ความเป็นเจ้าภาพฟื้นฟูเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวคือพังทลาย ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงแย่มาจนวันนี้

หรือกรณีที่เรียกว่าประเทศเจ้าภาพเจ็บหนักที่สุดคือ เอเธนส์เกมส์ 2004 ที่ประเทศกรีซ ต้นกำเนิดของโอลิมปิกยุคโบราณนับพันปี ที่ต้องเผชิญปัญหาต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้างที่ใช้เงินจำนวนมหาศาลจากการวางแผนงานที่ผิดพลาดจนทำให้เกิดความล่าช้า รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงด้านบุคลากรมากมาย

แม้พิธีเปิดจะสวยงาม อลังการ น่าประทับใจ สนามกีฬาที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ได้รับคำชื่นชม แต่สุดท้ายชะตากรรมของของสนามแข่งขัน และสิ่งอำนวยความสะดวกถูกทิ้งให้มีสภาพรกร้าง ไม่ได้ถูกใช้งานต่อทั้งที่ครั้งนั้นกรีซทุ่มงบประมาณสูงถึง 3.3 แสนล้านบาท ประเทศต้องตกอยู่ในวิกฤติหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นอย่างยาวนานเกือบทศวรรษ แถมยังลากสหภาพยุโรปเกือบทั้งภูมิภาคเผชิญกับวิกฤตการเงินครั้งใหญ่อีกด้วย

สำหรับ Paris 2024 ที่ใช้งบประมาณในการจัดงานน้อยกว่าทุกประเทศข้างต้นที่ 8,300 ล้านยูโร หรือราว 3.2 แสนล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าที่จีนใช้ถึง 5 เท่า แถมเป็นเงินจากคณะกรรมการจัดงานปารีส 2024 ประมาณ 4,380 ล้านยูโร ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน 100% ได้แก่

🔹 คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ประมาณ 1,200 ล้านยูโร (รวมสิทธิ์ในการถ่ายทอดทางทีวี (750 ล้านยูโร) และสปอนเซอร์หลัก (470 ล้านยูโร)
🔹 การออกตั๋ว / การบริการ / การออกใบอนุญาต งบราว ๆ 1.4 พันล้านยูโร (การออกตั๋ว 1,100 ล้านยูโร, การบริการ 170 ล้านยูโร และการออกใบอนุญาต 127 ล้านยูโร)
🔹 Partnerships 1,226 ล้านยูโร
🔹 รายได้อื่น ๆ 193 ล้านยูโร

คาดว่ารัฐบาลกลางและภูมิภาคฝรั่งเศส ลงเงินไปแค่ 1,800 ล้านยูโรเท่านั้น และไม่มีการสร้างสนามกีฬาใหม่ แต่ใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมแล้วนำมาปรับปรุงใหม่ให้ใช้งานได้แทน ซึ่งก็ต้องรอดูว่าเมื่อสิ้นสุดมหกรรมกีฬาครั้งนี้ฝรั่งเศสจะได้เงินกลับมาเท่าทุน คืนทุน ทำกำไรได้ หรือว่าขาดทุนตามชาติเจ้าภาพก่อนหน้านี้

หากเปรียบทียบกับจีนที่ที่โดยอุปนิสัยแล้วมีความโฉ่งฉ่าง ฉูดฉาด โผงผาง ซึ่งวัฒนธรรมฝั่งเอเชียที่คล้ายๆ กันคือ ชอบอวดรวยกันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นธรรมดาที่จีนจะต้องตะโกนอวดให้โลกเห็นว่า “ฉันรวยนะ” ผ่านอีเวนต์ (นิสัยคล้ายๆ คนไทยแหละที่ฉันรวย ต้องตะโกนว่ารวย) และมันคือการประกาศตัวต่อโลกว่าจีนพร้อมแล้วที่จะขึ้นมาเป็นมหาอำนาจโลก ซึ่งแน่นนอนว่าก็ขาดทุนยับไม่น้อย

สำหรับพิธีเปิดเมื่อคืนนี้ ถ้าเอาไม้บรรทัดแบบรสนิยมคนไทยมาวัด มันอาจจะไม่อลังการ ฉูดฉาด โป้งชึ่งถูกใจคนไทยที่เคยเสพติดมา เหมือนการที่เรากินอาหารเน้นรสชาติแซ่บๆ จัดจ้าน ใส่ผงชูรสเป็นทัพพี เหยาะน้ำปลา ใส่ปลาร้า บีบมะนาวเยอะๆ โดยไม่ต้องสนใจว่าที่กินไปมีคุณค่าทางโภชนาการมั้ย กินแล้วท้องไส้จะเป็นอย่างไร ขอแค่แซ่บถึงใจพอ ถ้าท้องเสียก็เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้

ดังนั้นในยุคที่เศรษฐกิจโลกเป็นแบบนี้ เจอวิกฤตพลังาน วิกฤติสภาพภูมิอากาศ ทำให้มีประเทศที่อยากเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกน้อยลงทุกปี และรอบนี้เหลือตอนบิดสู้กันแย่งเป็นเจ้าภาพมีแค่ 2 เมืองเท่านั้นคือ ปารีส กับลอสแองเจลลิส เพราะชาติอื่นถอนตัวกันหมดเนื่องจากใช้งบประมาณสูงมากแถมโอกาสขาดทุนมากกว่าได้กำไร ใครที่บอกว่าหลายประเทศอยากจัด เขาพร้อมจัดทำไมไม่ให้เขาจัด แสดงว่าไม่รู้อะไรแล้วพูดไปเรื่อย สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ประเทศไหนยอมจัดให้ก็บุญแล้ว รอบหน้าปารีส รอบหน้าก็เป็นลอสแองเจลลิสต่อเลย ไม่ต้องบิดใหม่แล้ว เพราะไม่รู้ว่าจะมีใครส่งเมืองตัวเองมาแข่งบิดเป็นเจ้าภาพหรือเปล่าถ้าเศรษฐกิจยังเป็นแบบนี้

ต่อให้มีประเทศเจ้าภาพครั้งหน้าๆ ก็อาจจะยิ่งจัดงานมินิมอลลงเรื่อยๆ ยกเว้นว่าเจ้าภาพชาตินั้นจะเป็นชาติร่ำรวยเช่นกลุ่มชาติในตะวันออกกลาง อาจจะได้เห็นความอลังการขอพิธีเปิดอีกครั้งก็ได้ แต่ส่วนตัวคิดว่ายากแล้วต่อให้จะเป็นประเทศเศรษฐีน้ำมันก็ตาม เพราะทุกชาติต่างต้องการประหยัดงบประมาณแล้วใช้ทรัพากร เงินทุนให้น้อยแต่คุ้มค่าที่สุดนั่นเอง