นักลงทุนทั่วโลกถอยลงทุนในจีน เบนเข็มสู่อาเซียนจนแซงจีนครั้งแรกในรอบ 10 ปี และจะเติบโตนำจีนในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย รั้งอันดับหัวแถว FDI เติบโตมากสุดเฉลี่ย 4.5-6.6% ส่วนไทยโตอันดับท้ายตารางแค่ 2.5% เท่านั้น และโตรั้งท้ายมาตลอด 24 ปี
นับตั้งแต่ปี 2000 เศรษฐกิจจีนครองอันดับการเติบโตอย่างร้อนแรงมาโดยตลอด และเป็นแหล่งดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลกให้เข้าไปตั้งฐานการผลิต ด้วยจำนวนแรงงานที่มีอยู่อย่างมหาศาล ค่าแรงและต้นทุนการผลิตที่ถูก รวมทั้งการมีตลาดภายในประเทศที่มีกำลังซื้อขนาดใหญ่ด้วยจำนวนประชากรกว่า 1,400 ล้านคน ทำให้ตลอด 20 กว่าปีจีนเป็นประเทศรองรับเม็ดเงินการลงทุนจากต่างชาติมากที่สุดในโลก
แต่หลังจากวิกฤตโรคระบาดผ่านพ้นไป และเข้าสู่ยุคของการเกิดสงครามการค้า รวมทั้งปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ จีนกลายเป็นแหล่งลงทุนที่มีความไม่แน่นนอนสูงสำหรับกลุ่มทุนต่างชาติ และทำให้บริษัทต่างๆ ต้องกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในภูมิภาคอื่นแทน ซึ่งเมื่อมองดูในภาพกว้างแล้ว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นดาวเด่น เพราะด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ประกอบกับการที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากจีน ซึ่งยังคงเป็นแหล่งซัพพลายเชน และเป็นตลาดใหญ่ที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้เม็ดเงินการลงทุนต่างหลั่งไหลเข้ามายังเซียนมากที่สุดเป็นประวัติการ และเมื่อปี 2023 นับเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มากกว่าจีน
เมื่อระดับการพัฒนาของประเทศจีนสูงขึ้น จีนกำลังค่อยๆ สูญเสียความเป็นแหล่งต้นทุนราคาถูก อีกทั้งอัตรภาษีที่เพิ่มขึ้นจาการตั้งกำแพงภาษีของประเทศคู่ค้าสำคัญต่างๆ ทั่วโลก กำลังลดขีดความสามารถในการแข่งขันของจีนลง
นั่นคือตามรายงานใหม่ของ Angsana Council, Bain & Company และ DBS Bank รานงานเกี่ยวกับสถานะของการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนคาดการณ์ว่า การเติบโตของการลงทุนจากต่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยังคงแซงหน้าจีนต่อไปยาวๆ ในอีก 10 ปีข้างหน้า ระหว่างปี 2024 – 2034
สำหรับอัตราการเติบโตจากการลงทุนโดยตรงของต่างชาติในอีก 10 ปีข้างหน้า ของประเทศเศรษฐกิจหัวแถวของอาเซียน 6 อันดับแรกได้แก่
เวียดนาม 6.6%
ฟิลิปปินส์ 6.1%
อินโดนีเซีย 5.7%
มาเลเซีย 4.5%
ไทย 2.8%
สิงคโปร์ 2.5%
โดยมีมูลค่าถึง 2.06 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 7.23 ล้านล้านบาท เทียบกับ 43,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.51 ล้านล้านบาทสําหรับการลงทุนในจีน ตามรายงานของ “Navigating High Winds: Southeast Asia Outlook 2024-2034”
โดยระหว่างปี 2018 – 2022 FDI ใน SEA-6 เติบโต 37% ในขณะที่ในประเทศจีน FDI เติบโตเพียง 10%
Charles Ormiston หุ้นส่วนที่ปรึกษาของ Bain & Company และประธานสภา Angsana กล่าวว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะแซงหน้าการเติบโตของจีนทั้งในด้าน GDP และ FDI ในทศวรรษหน้า
นอกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว FDI ยังเติบโตอย่างรวดเร็วในอินเดีย ซึ่งเร็วกว่าจีนในทศวรรษที่ผ่านมา แต่ก็ยังต่ำกว่าการเติบโตของ FDI ในอเซียน
ในบรรดา 6 ประเทศเศรษฐกิจหัวแถวของอาเซียน สิงคโปร์ครองตําแหน่งด้านมูลค่า FDI ต่อโครงการสูงสุด แม้จะมีสัดส่วนเมื่อคำนวนเป็นเปอร์เซ็นน้อยกว่าเพื่อนบ้านก็ตาม
ในขณะที่อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์มีมูลค่าต่อหัวโครงการที่สุด อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ FDI ในทั้งสองประเทศระหว่างปี 2018 – 2022 นั้นสูงที่สุด ควบคู่ไปกับเวียดนาม
ส่วนมาเลเซียมีการเติบโตที่ช้าที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่แนวโน้มกำรเติยโตกำลังเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการส่งเสริมผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์ข้อมูล
ขณะที่ไทยอัตราการเติบโตของ FDI ตลอด 24 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2000 – 2024 นับว่าเติบโตต่ำที่สุดของประเทศหัวแถวอาเซียนโดยอยู่ระหว่าง 0.0% – 4.3%
การวิจัยในรายงานชี้ให้เห็นว่า FDI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถแซงหน้าจีนได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากภูมิภาคนี้ได้ดึงเงินทุนจากต่างประเทศที่สําคัญไปยังภาคส่วนสําคัญที่เกิดขึ้นใหม่ของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) การผลิตแบตเตอรี่ EV การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และการจัดหาศูนย์ข้อมูล
สำหรับภาคการผลิตรถยนต์ EV ประเทศไทยและอินโดนีเซียดึงดูด FDI มากที่สุดประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากฐานผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ดั้งเดิมที่แข็งแกร่งตั้งแต่ยุคของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน และการสนับสนุนจากมาตรการจูงใจจากรัฐบาลท้องถิ่น
อินโดนีเซียครองการผลิตแบตเตอรี่ EV เนื่องจากปริมาณสํารองนิกเกิล โดย FDI ในภาคส่วนนี้มีมูลค่าถึง 26,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ มาเลเซียและสิงคโปร์ติดอันดับสูงสุดด้วย FDI มูลค่า 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตเวเฟอร์หรือการแปลงวัตถุดิบเป็นชิปขนาดเล็ก ในขณะที่มาเลเซียเป็นผู้นําในด้านบรรจุภัณฑ์และการทดสอบ
ทั้งนี้ประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างพร้อมของมาเลเซียและไทย และเศรษฐกิจดิจิทัลที่กําลังเติบโตของอินโดนีเซียเป็นที่ตั้งของบริษัทอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
แต่เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตของ FDI ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จําเป็นต้องปรับปรุงการให้บริการและนวัตกรรม ซึ่งยังคงตามหลังจีน
การโยกย้ายฐานการลงทุนจากจีนมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกเริ่มเผชิญกับสงครามการค้ามากขึ้น โดยธุรกิจจํานวนมากกระจายความเสี่ยงออกจากจีนเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาตลาดเดียวมากเกินไป การขึ้นภาษีต่อจีนซึ่งลดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมลง และต้นทุนปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะค่าแรงที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันจีนยังคงเป็นผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในโลก แต่ก็จะยืนระยะการเป็นแหล่งของถูกได้อีกไม่นาน
อ้างอิง: SCMP
