“เอกชนกำลังแบกเศรษฐกิจไทย! ปี66 การบริโภคภาคเอกชนคิดเป็นสัดส่วน 60% ของ GDP แต่จะให้แบกไปนาน ๆ ก็ไม่ไหว เพราะการลงทุนจากภาครัฐแทบไม่มี งบส่วนใหญ่ซ่อมถนน-ทำถนน ทำผู้ประกอบการในไทยเริ่มหนีไปลงทุนนอกประเทศ ตอนนี้ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในภาวะ Under Investment”

หลายทศวรรษที่ผ่านมาเศรษฐกิจประเทศไทยเคยเติบโตได้เฉลี่ยปีละ 7-8% จากทั้งการลงทุนในประเทศและต่างประเทศ แต่เมื่อประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติใหญ่ ๆ มาแต่ละครั้ง แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะลดต่ำลงทุกครั้ง คำถามที่ตามมาคือเพราะเหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้สถาบันวิเคราะห์แต่ละสำนักก็จะมีทิศทาง หรือมี ‘เลนนส์’ ในการมองที่ต่างกัน เช่น KKP Research เคยอธิบายเรื่องนี้ว่าเป็นเพราะ กำลังคน, ทุนหาย, และผลิตภาพ (Productivity) ลด (เรื่องนี้ Reporter Journey เคยนำมาสรุปให้อ่านกันแล้ว)

คราวนี้ถึงคราของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบีธนชาต หรือ ttb analytic ที่มองการเติบโตเศรษฐกิจไทยผ่านเลนส์การลงทุนของ ‘ภาครัฐ’ และ ‘ภาคเอกชน’ ซึ่งคำจำกัดความของสถานการณ์การลงทุนไทยตอนนี้คือตกอยู่ในภาวะ ‘Under Investment’

แล้วที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตได้อย่างไร ? ในเมื่อการลงทุนมวลรวมของประเทศไทยลดอย่างรวดเร็ว ttb analytic เริ่มอธิบายเรื่องนี้ด้วยการยกสถิติการบริโภคในประเทศไทยว่าที่ผ่านมา #การบริโภคของภาคเอกชน สามารถรักษาระดับการเติบโตได้เฉลี่ย 3.1% เป็นตังเลขที่มากกว่า #การลงทุนโดยรวม ที่ขยายตัวเพียง 0.7% และเมื่อย้อนดูสัดส่วนการบริโภค

-ปี พ.ศ.2550 การบริโภคภาคเอกชน คิดเป็นสัดส่วน 52% ของ GDP
-ปี พ.ศ.2566 การบริโภคภาคเอกชน คิดเป็นสัดส่วน 60% ของ GDP
*ธนาคารแห่งประเทศไทยนิยาม ‘การบริโภคภาคเอกชน’ คือกลุ่มสินค้าที่ไม่คงทน, กึ่งคงทน, คงทน, การใช้จ่ายภาคบริการ และการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติ

จากสถิการบริโภคภาคเอกชนยังสะท้อนให้เห็นว่าขนาดมูลค่าการบริโภคภาคเอกชนในปัจจุบัน #ใหญ่กว่า การลงทุนรวม (ภาครัฐ+ภาคเอชน) ถึง 2.4 เท่า จนเรียกได้ว่าเศรษฐกิจไทยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาโตได้จากแรงขับเคลื่อนของการบริโภคภาคเอกชนอย่างแท้จริง

และเมื่อมองไปที่การลงทุนรวมของประเทศไทยตอนนี้ก็อยู่ในสภาวะ Under Investment

-ปี พ.ศ.2539 ประเทศไทยมีมูลค่าการลงทุนรวม 2.75 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 51% ต่อ GDP
-ปี พ.ศ.2566 ประเทศไทยมีมูลค่าการลงทุนรวม 2.64 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนที่ช่วง 25% ต่อ GDP
(ทรงตัวที่สัดส่วนนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2541)

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่นับว่าเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาด้วยกันมีสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP มากกว่าไทย

-เวียดนาม มีสัดส่วนการลงทุนรวม 33% ต่อ GDP
-อินโดนีเซีย มีสัดส่วนการลงทุนรวม 30% ต่อ GDP

เช่นนั้นทำไมการลงทุนในประเทศถึงหายและยังไม่ฟื้นเหนือปี พ.ศ.2539 ทั้ง ๆ ที่ผ่านมากว่า 27 ปี ตรงนี้เองที่เมื่อลงไปที่รายละเอียดการลงทุนของประเทศจะประกอบไปด้วย 1.การลงทุนภาครัฐ และ 2.การลงทุนภาคเอกขน

#การลงทุนภาครัฐ ในปัจจุบันมี ‘งบประมาณรายจ่ายของรัฐ’ ที่จัดสรรเพื่อการลงทุนเพียง 1 ใน 4 ของงบประมาณที่จัดสรรในแต่ละปี ถึงแม้งบประมาณแผ่นดินจะเพิ่มเฉลี่ยปีบละ 4.6% ยิ่งไปกว่านั้นเม็ดเงินลงทุนภาครัฐส่วนใหญ่ใช้เพื่อการซ่อม-สร้างสาธารณูปโภคและถนน และพบว่า 77% ของงบลงทุนทั้งหมดในปีงบประมาณ 2566 เป็นงบเพื่อการซ่อม-สร้างถนนทางหลวง และทางหลวงชนบท การรถไฟ รวมถึงโครงการชลประทาน

ในขณะที่ #การลงทุนภาคเอกชน ก็กำลังมีทิศทางที่ชะลอตัวเช่นกัน จากที่เคยเติบโตเฉลี่ย 6.2% ในช่วงปี พ.ศ. 2547-2555 แต่ในช่วงปี พ.ศ.2556-2566 เหลือเฉลี่ยเพียง 1% (ลดลงน่าใจหาย) มิหนำซ้ำผู้ประกอบการขนาดใหญ่ในไทยก็หันไปลงทุนนอกประเทศมากขึ้น เห็นได้จาก ตัวเลขเงินการลงทุนโดยตรงสุทธิที่ออกไปนอกประเทศ (TDI Netflow) ในแต่ละปีสูงถึง 300,000-600,000 ล้านบาท #สวนทาง กับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี

ttb analytics ชี้ว่าการจะยกระดับให้เศรษฐกิจประเทศไทยให้โตเฉลี่ย 3-4% จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมของประเทศให้ได้อยู่ที่ระดับ 35-40% ต่อ GDP ต้องออกจากภาวะ Under Investment และสร้างความสมดุลระหว่างการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนรวม เพราะการพึ่งแต่เพียงการบริโภคภาคเอกชนเพื่อแบกเศรษฐกิจไทยจะไม่เพียงพอต่อการผลักดันเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เพราะตอนนี้เองภาคเอกขนก็เจอความท้าทายหนัก ไม่ว่าจะเป็นการเจอกำลังซื้อหดตัวจากการที่ประเทศไทยมีประชากรสูงวัยเยอะขึ้น ปัญหาหนี้ครัวเรือน และกำลังผลิตที่อาจลดลงเนื่องจากปัญหาแรงงาน

อ้างอิง: ttb analytics

เด็กหนุ่มจากราชบุรี ที่ยังคงลองผิดลองถูกเสมอมา