“ชาวต่างชาติเกือบ 10,000 คนที่เข้าร่วมโครงการฝึกงานฯ ที่ญี่ปุ่นปีล่าสุด ทิ้งงานระหว่างการอบรม กลายเป็นผีน้อยสูงเป็นสถิติ หลังเผชิญปัญหาในที่ทำงาน ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหายตัวไปเงียบ ๆ ส่วนใหญ่เป็นชาวเวียดนามและเมียนมา ทางการเร่งแก้ปัญหาหลัง 5 ปี หายไปกว่า 40,000 คน”
ข้อมูลจากทางการญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ชาวต่างชาติที่เข้าร่วมโครงการฝึกงานด้านเทคนิคในปี ค.ศ.2023 ‘หายตัว’ ไปกว่า 9,753 คน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และตัวเลขนี้กำลังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 4 ปีติดตั้งแต่ปี ค.ศ.2020
โครงการฝึกงานด้านเทคนิคประเทศญี่ปุ่น (Japan’s Technical Intern Training Program) ได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ.1993 โดยมีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดทักษะ-ความรู้ของการทำงานในประเทศญี่ปุ่นไปยังแรงงานภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อให้แรงงานเหล่านั้นได้เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมเศรษฐกิจของภูมิภาคตนเอง และมีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศญี่ปุ่น แลกกับการได้อาศัยอยู่ในประเทศอย่างถูกกฎหมาย
แต่ดูเหมือนว่าไม่ใช่แรงงานทุกคนที่เข้าร่วมโครงการจะสามารถอยู่ได้จนจบ
ในปี ค.ศ.2022 มีชาวต่างชาติ 509,000 คนที่อยู่จนจบโครงการ ทว่าในปีนั้นเองมีชาวต่างชาติราว ๆ 9,000 คนที่หายตัวไประหว่างการฝึกอบรม โดยในจำนวนชาวต่างชาติที่หายไปนี้เป็นชาวเวียดนามประมาณ 5,500 คน และชาวเมียนมาประมาณ 1,700 คน (น่าเสียดายที่ไม่มีสถิติของคนไทย)
คำว่า ‘หายตัวไป’ ในที่นี้หมายถึงสถานการณ์ที่ทางการญี่ปุ่นไม่สามารถติดตาม ตามตัว ระบุตำแหน่ง บุคคลนั้น ๆ ได้ หรืออาจเรียกได้ว่า ‘กลายเป็นผีน้อย’ และตั้งแต่ปี ค.ศ.2019 จนถึงปี ค.ศ.2023 มีจำนวนชาวต่างชาติที่หายตัวไประหว่างโครงการสูงถึง 40,607 คน แต่เรื่องนี้ทางการญี่ปุ่นไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะ 3 ใน 4 ได้รับการติดตามแล้ว จะมีอีกเพียงส่วนน้อยราว ๆ 9,976 คนเท่านั้น ที่ยังตามตัวไม่พบ ซึ่งหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ชาวต่างชาติเหล่านี้หายตัวไประหว่างโครงการอาจเป็นเพราะ ‘กฎระเบียบ’ ของตัวโครงการฯ ประกอบกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่แรงงานชาวต่างชาติต้องเผชิญ
ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีชาวญี่ปุ่นและนายจ้างที่มองแรงงานต่างชาติกลุ่มนี้เป็นเพียงพลเมืองชั้น 2
โครงการฝึกงานฯ มีข้อบังคับที่ไม่อนุญาตให้ผู้เข้าร่วมโครงการเปลี่ยนงานภายใน 3 ปี เนื่องจากเป็นข้อกำหนดภายใต้แนวคิดที่ว่าผู้เข้าร่วมต้องอยู่ทำงานนั้น ๆ ให้ดี ให้มีความเชี่ยวชาญก่อนที่จะไปทำงานประเภทอื่น ซึ่งข้อกำหนดนี้เองทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการต้องอยู่ฝืนทนแม้จะไม่มีความสุขกับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน หรือสภาพแวดล้อม (มีหลาย ๆ ทัศนะที่เคยบอกว่าการทำงานที่ญี่ปุ่นเครียดและมีความกดดันสูง) และเมื่อผู้เข้าร่วมโครงการทนกับสถานการณ์ดังกล่าวไม่ไหว สุดท้ายก็ทำได้แค่ ‘หายตัวไป’ และหนีไปทำงานอื่นนอกเหนือโครงการ และกลายเป็นต้องอยู่อย่างผิดกฎหมาย
อีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถย้ายงานได้โดยที่ไม่ต้องอยู่จนครบ 3 ปี คือต้องเป็นไปตามระเบียบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่ระบุว่า ‘สถานการณ์อยู่นอกเหนือการควบคุม’ แต่กฎระเบียบดังกล่าวก็ไม่มีความหมายที่ชัดเจนเช่นกันว่าต้องมีสถานการณ์อย่างไรถึงจะเข้าเกณฑ์ดังกล่าว
ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังจะร่วมหารือ แก้ไขแนวปฏิบัติโดยมีกำหนดการตั้งแต่เดือนนี้-ธันวาคม ในการหาทางออกและออกมาตรการรับมือ โดยหนึ่งในกฎระเบียบที่อาจเพิ่มเข้ามาคือ อนุญาตให้พนักงานของโครงการลาออกได้หากมีกรณีที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางร่างกาย ทางวาจา การคุกคามทางเพศ การกลั่นแกล้ง หรือแม้แต่การเหยียดชาติพันธุ์ในที่ทำงาน
‘จิโฮ โยชิมิซึ’ (Jiho Yoshimizu) ประธานองค์กรโทโมอิ องค์กรไม่แสวงผลกำไรญี่ปุ่น-เวียดนาม แสดงความเห็นถึงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า
“การให้ผู้ร่วมโครงการสามารถเปลี่ยนงานได้เมื่อเจอสถานการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุม น่าจะช่วยให้การหายตัวไปของผู้เข้าร่วมโครงการลดลงได้ แต่ถ้าผู้ร่วมโครงการไม่สามารถพูดภาษาญี่ปุ่น เรื่องนี้จะเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับพวกเขาในการหางานใหม่”
เรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่าถึงแม้ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่เปิดกว้างและมอบโอกาสให้แรงงานต่างชาติเข้าไปทำงานในประเทศ โดยเฉพาะโครงการในลักษณะนี้จากภาครัฐ แต่ในขณะเดียวกันสภาพแวดล้อมการทำงานที่กดดัน และการถูกปฏิบัติจากนายจ้าง เพื่อนร่วมงาน ก็สามารถก่อปัญหาได้เช่นกัน จนนำมาสู่การหนีหายของแรงงาน เปลี่ยนจากอยู่อย่างถูกกฎหมาย เป็นผิดกฎหมาย เช่นนั้นแล้วสำหรับชาวไทยที่ได้มีโอกาสร่วมโครงการนี้ในอนาคต หรือกำลังจะได้มีโอกาสไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นขอให้เตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อยู่เหนือความคาดหมาย และสิ่งสำคัญคือควรฝึกภาษาญี่ปุ่นให้ได้
อ้างอิง: NIKKEI Asia
