ผู้ปกครองไทยมีฐานะขึ้น ? จำนวนผู้ปกครองไทยที่มีทรัพย์สินมากกว่า 33 ล้านบาท อาจเพิ่มขึ้น 24% ใน 6 ปีนี้ หนุนให้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติเติบโต สวนทางโรงเรียนรัฐที่ค่อย ๆ ปิดตัวลงทุกปี มิหนำซ้ำหลักสูตรโรงเรียนนานาชาติยังทันสมัยกว่า ต่างกับรัฐที่เน้นความรู้มากกว่าทักษะ


ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ออกรายงานในหัวข้อ ‘แนวโน้มธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ’ ที่เผยให้เห็นว่าแม้ประเทศไทยจะเผชิญกับอัตราการเกิดในประเทศลดลงเฉลี่ย 4.5% ต่อปีตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ที่ทำให้เด็กเกิดลดลง จำนวนนักเรียนลดลง แต่ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติกลับโตสวนทาง ทั้งจำนวนนักเรียนที่โตเฉลี่ยปีละ 6.9% หรือจำนวนโรงเรียนที่เปิดใหม่ปีละ 5%

รายงานฉบับดังกล่าวยังอธิบายเพิ่มเติมว่าเป็นเพราะปัจจัยใดบ้าง ที่ทำให้โรงเรียนนานาชาติเติบโต ไม่ว่าจะเป็น
-จำนวนนักเรียนต่างชาติในไทยที่เพิ่มขึ้น
-จำนวนผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นชาวต่างชาติในไทยที่เพิ่มขึ้น
-ความนิยมของหลักสูตรการศึกษาต่างประเทศ

แต่มีอยู่ 2 ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้โรงเรียนนานาชาติเติบโต นั่นคือ 1.ตัวหลักสูตรของโรงเรียนนานาชาติที่มีความทันสมัยกว่าหลักสูตรของรัฐ และ 2.ผู้ปกครองไทยที่มีศักยภาพในการลงทุนด้านการศึกษาแก่ลูกที่เพิ่มขึ้น บทความนี้จะมาลงรายละเอียดและเจาะลึกถึง 2 ปัจจัยดังกล่าวว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ผ่านบทวิเคราะห์ของนักวิชาการ บทวิเคราะห์ของสถาบัน และสถิติจากหน่วยงานภาครัฐ

เกิดอะไรขึ้นกับหลักสูตรของโรงเรียนรัฐ ?
ทั้ง ๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้งบไปกว่า 3 แสนล้านบาท


โรงเรียนประถมและโรงเรียนมัธยมรัฐอยู่ภายใต้ร่มใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเดิมทีแล้วกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณค่อนข้างเยอะเป็นอันดับต้น ๆ ของงบประมาณแผ่นดิน

ปีงบประมาณ 2566 กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณ 325,900 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2565 กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณ 330,426 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2564 กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณ 356,449 ล้านบาท

จากงบประมาณจัดสรรในแต่ละปีจะพบว่ากระทรวงศึกษาธิการได้งบประมาณเหนือระดับ 3 แสนล้านบ้านและเป็นหนึ่งในกระทรวงที่ได้งบประมาณเยอะเป็นอันดับต้น ๆ ขอประเทศไทย แต่จากคอลัมม์ ‘ทำไมเงิน 300,000 ล้านบาทต่อปี สร้างการศึกษาที่ดีไม่ได้: งบประมาณดูดวิญญาณ’ โดย The 101 world มีการวิเคราะห์งบประมาณของกระทรวงศึกษาและพบว่าจากงบประมาณ 3 แสนกว่าล้านในแต่ละปี สุดท้ายจะเหลืองบเพียงราว ๆ 12% เมื่อหักค่าใช้จ่ายบุคลากรของกระทรวง และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่สามารถนำไปลงทุนเชิงรุกเพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน

นอกจากนี้ KKP Research ยังประเมินว่างบประมาณที่โรงเรียนจะได้รับจัดสรรนั้นไม่ตรงจุด ไม่ครอบคลุม เนื่องจากวิธีการจัดสรรงบประมาณจะคิดตามจำนวนหัว โดยนำงบทั้งหมดหารด้วยจำนวนนักเรียน แล้วให้งบแก่โรงเรียนตามจำนวนนักเรียนทั้งหมด ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเสียเปรียบและได้รับเงินอุดหนุนไม่เพียงพอ

เมื่อมีปัญหาเรื่องงบประมาณ ก็นำไปสู่การขาดกำลังคน ครู 1 คนต้องรับภาระสอนนักเรียนมากกว่า 1 ห้องเรียนที่อาจมีนักเรียนมากถึง 50 คนต่อห้อง และอาจเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตทั้งจำนวนห้องที่ต้องสอน ทั้งจำนวนวิชาที่ต้องรับผิดชอบ ต่างกับโรงเรียนเอกชนนานาชาติที่จำนวนนักเรียนต่อห้องอาจไม่มากเท่าโรงเรียนรัฐ และเมื่อครูไม่พร้อม งบไม่ตรงจุด การจะพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยและทันการเปลี่ยนแปลงก็เป็นเรื่องยาก (นี่ยังไม่นับภาระงานอื่น ๆ นอกเหนือการสอนที่คุณครู 1 คนต้องรับผิดชอบ)

แต่ถ้าถามว่าปัจจุบันการพัฒนาหลักสูตรของโรงเรียนรัฐไม่ได้ถูกให้ความสำคัญหรือ ? Policy Watch โดย ThaiPBS สารมารถตอบได้ทันทีว่า ‘ไม่ หลักสูตรของโรงเรียนรัฐถูกให้ความสำคัญ’ เห็นได้จาก เมื่อย้อนดูหมวดหมู่นโยบายการศึกษาทั้ง 13 หมวด จะพบว่านโยบายต่าง ๆ ถูกแบ่งเป็นนโยบายที่เกี่ยวกับการ ‘พัฒนาคุณภาพหลักสูตรและการเรียนรู้’ ทั้งสิ้น 8 หมวดหมู่ และมีนโยบายในหมวดเหล่านี้ถึง 71 นโยบาย แต่ฐานคิดของการศึกษาไทยยังยึดติดที่ความรู้มากกว่าทักษะ กลับกันโรงเรียนเอกชนนานาชาติไม่เป็นเช่นนั้น

บทวิเคราะห์โดย SCB EIC มองว่าโรงเรียนเอกชนนานาชาติสร้างความได้เปรียบผ่านวิธีการต่าง ๆ เช่น ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยและต่างประเทศ, ตัวหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่นกว่า มีการพัฒนาหลักสูตรเชิงวิชาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต หรือแม้แต่การเผชิญการแข่งขันที่สูงของโรงเรียนนานาชาติกันเองที่ทำให้แต่ละโรงเรียนต้องดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะสูง เพื่อรักษามาตรฐานการเรียนการสอนเพื่อให้แข่งขันได้ เรียกได้ว่ายิ่งแข่งมาก ยิ่งพัฒนา

จากองค์ประกอบทั้งหมดที่กล่าวมานี้เองที่ทำให้หลักสูตรของโรงเรียนเอกชนนานาชาติได้รับความนิยมจากผู้ปกครองมากกว่า ทันสมัยกว่า และคล่องตัวต่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเมื่อเทียบกับหลักสูตรไทย

ผู้ปกครองไทยมีศักยภาพในการลงทุนด้านการศึกษาแก่ลูกเพิ่มขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีการคาดการณ์จำนวนผู้ปกครองไทยที่มีทรัพย์สินมากกว่า 33 ล้านบาท อาจเพิ่มขึ้น 24% ระหว่างปี 2566-2571 ซึ่งตัวเลข 33 ล้านบาทจะอยู่ที่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตรงกับนิยามของกลุ่มคนที่เข้าข่ายผู้มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth Individuals) หรือก็คือ ‘เศรษฐี’ ตามเกณฑ์ของประเทศสหรัฐอเมริกา

นั่นหมายความว่าประเทศไทยอาจจะกำลังมีครอบครัวเศรษฐีเพิ่มขึ้นในช่วงเวลา 6 ปีนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มครอบครัวที่พร้อมจ่ายค่าเล่าเรียนเฉลี่ยต่อปีโรงเรียนเอกชนนานาชาติที่ 764,484 บาทต่อปี และต้องบอกว่าตัวเลขค่าเล่าเรียนต่อปีนี้สูงกว่ารายได้เฉลี่ยต่อหัวคนไทยเสียอีก (ประมาณการรายได้ต่อหัวคนไทยปี 2567 ต่อคนต่อปีอยู่ที่ 263,663 บาท)

และในเร็ว ๆ นี้จากรายงานของ World Wealth Report 2024 พบว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีเศรษฐีเพิ่มขึ้น 4.8% ซึ่งตัวเลขการเพิ่มขึ้นนี้ก็สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐีที่อาจเพิ่มขึ้นตามที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ไว้ แต่ถ้าถามว่ากลุ่มเศรษฐีในไทยมีสัดส่วนเท่าไหร่ อาจยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด แต่ถ้าดูจากสถิติเงินฝากคนโทยโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประจำปี พ.ศ.2566 พบว่าบัญชีเงินฝากของคนไทยกว่า 112 ล้านบัญชี (จากประชากรไทยกว่า 70 ล้านคน) มีเงินฝากไม่ถึง 50,000 บาท จะมีเพียราว ๆ 57,422 บัญชี ที่มีเงินฝากที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นเศรษฐี

นอกจากนี้ยังมีรายงานจาก KKP Research เมื่อปี 2021 ที่เปิดเผยว่าคนรวยที่สุด 10% ของไทยถือครองสินทรัพย์มากถึง 77% ของคนทั้งประเทศ นั่นอาจหมายความว่าโรงเรียนเอกชนนานาชาตินี้อาจเป็นโรงเรียนตัวเลือกแรก ๆ ในใจของคนเพียงไม่กี่กลุ่มในประไทย

ถึงแม้โรงเรียนรัฐบาลจะมีอัตราการปิดเฉลี่ย 0.6% ต่อปี
โรงเรียนเอกชนหลักสูตรไทยปิดเฉลี่ย 0.7% ต่อปี
แต่โรงเรียนเหล่านี้ยังเป็นโรงเรียนที่รองรับนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศไทยอยู่เช่นเดิมด้วยจำนวน 33,098 โรงเรียนทั่วประเทศไทย และเชื่อได้ว่าทุกโรงเรียนต่างพยายามอย่างเต็มที่ในการผลิตนักเรียนที่มีประสิทธิภาพ

อ้างอิง: Policy Watch, KKP Advice Center, The 101 world

เด็กหนุ่มจากราชบุรี ที่ยังคงลองผิดลองถูกเสมอมา