ธุรกิจ SME เป็นแรงขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจไทยกำลังเจอความท้าทายรอบด้าน กำลังซื้อผู้บริโภคเปราะบาง ต้นทุนสูง เข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน บางธุรกิจซบเซา ทำแรงงานกว่า 13 ล้านคนหรือ 1 ใน 3 ของแรงงานไทยเจอความไม่แน่นอน ผู้ประกอบการไทยกำลังดิ้นรนอย่างเต็มที่


ประเทศไทยมีแรงงาน 40.18 ล้านคน
ในจำนวนนี้มีแรงงาน 13 ล้านคนที่อยู่ในธุรกิจ SME
หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของแรงงานทั้งประเทศ

แต่ปัจจุบันธุรกิจ SME กำลังเจอความท้าทายจากต้นทุนดำเนินการในประเทศที่สูงขึ้น กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ธุรกิจบางส่วนเผชิญภาวะอิ่มตัว ซบเซา หรือแม้แต่การไหลบ่าเข้าไทยของสินค้าราคาถูกจากจีน แรงงานกว่า 13 ล้านคนกำลังเผชิญกับความกดดันในการทำงานท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะถ้าธุรกิจไปไม่รอด แรงงานก็จะไม่รอดตาม

ตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจ SME ไทยกันแน่ ?

วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ธุรกิจ SME’ (Small and Medium Enterprises: SME) เป็นธุรกิจที่มีรายได้ สินทรัพย์ และพนักงานจำนวนน้อย ดำเนินธุรกิจโดยผู้ประกอบการรายย่อย ประกอบไปด้วย 3 ขนาด ได้แก่ วิสาหกิจรายย่อย (Micro) วิสาหกิจขนาดย่อม (Small) และวิสาหกิจขนาดกลาง (Medium) แต่ถึงแม้จะเรียกว่าเป็นธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง แต่ธุรกิจ SME มีส่วนสำคัญกับประเทศไทยอย่างมาก เพราะมีมูลค่าคิดเป็น 38.5% ของ GDP ไทย ในปี พ.ศ.2566

ปัจจุบันธุรกิจ SME เป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านของการสร้างมูลค่าเพิ่ม, การส่งออกที่คิดเป็น 14% ของการส่งออกรวมในปี พ.ศ.2566 หรือแม้แต่เป็นแหล่งจ้างงานหลักของไทย โดยมีแรงงานราว ๆ 12.8 ล้านคน จากแรงงานในประเทศไทย 40.18 ล้านคน ทว่าแรงขับเคลื่อนนี้กำลังเผชิญความยากลำบากมากเข้าไปทุกที เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ไอพ่นที่กำลังเจอกระแสลมแรงมาต้านเป็นระยะ ๆ

SCB EIC ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นและสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) ผู้ประกอบการ SME ไทย จำนวน 102 แห่ง ประกอบกับการวิเคราะห์ข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยจากข้อมูลและจากผู้ประกอบการได้สะท้อนความกังวลและสถานการณ์ที่ธุรกิจตนพบเจออกมาเป็นประเด็นสำคัญดังนี้

ผู้ประกอบการ SME มีมุมมองเชิงลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากส่วนใหญ่มีความเห็นว่ากำลังซืัอของผู้บริโภค ‘เปราะบาง’ ซึ่งหากถามแค่เพียงความคิดเห็นของผู้ประกอบการอาจจะต้องหาข้อมูลเชิงประจักษ์มายืนยัน ตรงนี้เองที่เมื่อพิจารณาข้อคิดเห็นของผู้ประกอบการร่วมกับรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนกรกฎาคม ของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกรกฎาคมลดต่ำลงต่อเนื่อง 5 เดือนติด และต่ำสุดในรอบ 11 ปี ข้อมูลนี้ทำให้ข้อคิดเห็นของผู้ประกอบการ SME มีน้ำหนักมากขึ้น และ #สอดคล้องกัน ระหว่างผู้ประกอบการที่มองว่ากำลังซื้อในปรเทศเปราะบาง และ ความไม่เชื่อมั่น ไม่กล้าใข้เงินของผู้บริโภค

นอกจากนี้ผู้ประกอบการ SME กำลังกังวลกับปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งคำว่าสูงในที่นี้สมาคมธนาคารแห่งประเทศไทยมีการคาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นปี 2567 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับ 91.4% ต่อ GDP และสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เป็นรองแค่เกาหลีใต้ และฮ่องกง ในรายงานปี 2566 โดยศูนย์วิจัยกรุงศรี

เมื่อผู้บริโภคไทยมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจต่ำ ไม่กล้าใช้เงิน ประกอบกับภาระหนี้ที่สูง องค์ประกอบเหล่านี้จึงส่งผลให้ ‘พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปตาม’ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ SME ไทย จากผลวิจัย consumer untold 2024 รายงานนี้ชี้ให้เห็นว่าคนไทยผิดหวังกับสถานการณ์ของปี 2567 ไม่ว่าจะในเรื่องของเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และรัฐบาลที่ไม่ได้ทำให้ดีขึ้นอย่างที่คาดหวัง ทำให้คนไทยมีพฤติกรรมดังนี้

-ประหยัดมากขึ้น
-ระมัดระวังในการใช้เงิน ใช้ชีวิตมากขึ้น
-คนต่างจังหวัดใช้แบรนด์ที่คุ้นเคย ไม่ค่อยเปิดรับแบรนด์ใหม่ ๆ
-ตัดสินใจซื้อสินค้าจากการสอบถามคนใกล้ตัว
-ตั้งคำถามและค้นหาข้อมูลมากขึ้น โดยไม่ได้ใช้แค่เพียง google
ฯลฯ

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคนี้กำลังเข้ามาทำให้ SME ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาด เปลี่ยนกระบวนการทำงาน ปรับกระบวนการคิด ซึ่งทำให้บรรดาผู้ประกอบการเจองานที่ท้าทายมากขึ้น นอกจากเรื่องนี้ยังมีราคาพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนค่าแรงที่ปรับตัว ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และการแข่งขันที่รุนแรงที่เข้ามาท้าทายการดำเนินธุรกิจ SME

และถ้าจะให้ SME ไทยแข่งขันกันในด้านราคาก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่ทำให้เกิดการเติบโตในระยะยาว มิหนำซ้ำอาจจะเจอคู่แข่งจากจีนที่สามารถทำราคาได้ถูกกว่า ทำให้ผู้ประกอบการไทยพยายามจะหาทางลดต้นทุนทางธุรกิจ

เช่นนั้น SME ไทยควรจะได้รับการส่งเสริมทางนโยบายอย่างไร

ต้องมี #มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากทั้ง ‘ภาครัฐและสถาบันการเงิน’ (เพิ่มเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับ SME ในระยะสั้น) ประกอบกับดำเนินนโยบายที่เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันควบคู่ รวมถึงการขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดใหม่ ๆ ทั้งในและต่างประเทศ โดยแนวทางเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยนโยบายและความช่วยเหลืออย่างตรงจุด (Targeted policy) เช่น หน่วยงานภาครัฐและเอกชนกำหนดโควตาการจัดซื้อจัดจ้างจากสินค้าและบริการจาก SME ในท้องถิ่น, สิทธิการลดหย่อนภาษีจากการซื้อเครื่องจักร เป็นต้น

#แก้ไขปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ของ SME เนื่องจากปัจจุบันสินเชื่อธุรกิจ SME หดตัวมาตั้งแต่ก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19 และจากข้อมูลของ สสว. และ ธปท. พบว่าจากจำนวน SME ในระบบทั้งหมด 3.2 ล้านราย มี SME ไม่ถึงครึ่งที่เข้าถึงสินเชื่อเพื่อธุรกิจในระบบสถาบันการเงิน

โดยจะต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้ผ่านกลไกประกันเครดิตที่มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ทั้งภาครัฐ ผู้ให้กู้ และผู้ประกอบการ ภายใต้แรงจูงใจที่เหมาะสมร่วมกัน โดยตัวอย่างกลไกค้ำประกันเครดิตที่ประสบความสำเร็จในประเทศที่มี SME เป็นแกนหลักคล้ายกับไทย ได้แก่ เกาหลีใต้ มาเลเซีย และไต้หวัน เช่น ไม่จำกัดรูปแบบการกู้ยืมที่เฉพาะสินเชื่อ, มีข้อมูลและระบบจำลองเพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงด้านเครดิต และมีความยืดหยุ่น ให้การสนับสนุน SME มากกว่าแค่ให้เงิน แต่ให้การปรึกษาร่วม เป็นผู้ที่อยู่ข้าง ๆ ผู้ประกอบการ

ทิศทางต่อจากนี้ของ SME ที่เจอความท้าทายรอบด้านจะเป็นอย่างไรต่อไป คำตอบที่ได้เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ตอนนี้อาจจะเป็นคำตอบสั้น ๆ ว่า ‘เหนื่อยหน่อย’ และต่อจากนี้ผู้ประกอบการควรจับตาดูนโยบายที่จะประกาศจากรัฐบาลในเร็ว ๆ นี้อย่างใกล้ชิด อย่างน้อยอาจคาดหวังว่าจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการได้ไม่มากก็น้อย

อ้างอิง: SCB EIC