จากว่าที่เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย สู่ประเทศน่าลงทุนเกรดกลางเคียงข้าง คาซัคสถาน, ฟิลิปปินส์ 

ถ้าคุณผู้อ่านมีเงินซัก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขอใช้สกุลเงินดอลลาร์เพื่อให้เห็นภาพว่าคุณมีเงินมหาศาลจนล้นมือ) และมีภารกิจที่ต้องเข้าไปลงทุนในซักหนึ่ง-สองประเทศเพื่อให้เงินที่คุณมียิ่งงอกเงยขึ้นมา คุณผู้อ่านจะเลือกลงทุนที่ประเทศไหน ? เพราะบนโลกนี้มีประเทศทั้งหมด 193 ประเทศ

คำถามนี้ก็คล้ายกับคำถามที่ว่า ‘ถ้ามีเงิน 1 ล้านบาทจะซื้อหุ้นตัวไหนดี’ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่หุ้น แต่เป็น ‘ประเทศ’ ถ้ามีเงินมากมายมหาศาลและต้องการลงทุนจะต้องลงทุนในประเทศไหน

ด้วยการนี้เองบนโลกนี้จึงมีสิ่งที่เรียกว่า ‘อันดับเครดิตของประเทศ’ (Sovereign Credit Rating) เข้ามาช่วยเป็นเครื่องมือให้คุณตัดสินใจว่าจะเลือกนำเงินที่คุณมีไปลงทุนที่ประเทศไหนเพื่อในระยะยาวคุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด

อันดับเครดิตของประเทศ

อันดับเครดิตของประเทศ คือ เครื่องมือชี้วัดความเสี่ยงในการเข้าไปลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง สะท้อนความสามารถในการชำระคืนหนี้ตามกำหนด และเป็นข้อมูลอ้างอิงผลตอบแทนในการลงทุนพันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ของภาคเอกชนในประเทศนั้น ๆ โดยสถาบันโลกที่ทำการจัดอันดับเครดิตของประเทศ ปัจจุบันมี 3 สถาบันได้แก่ S&P, Fitch และ Moody’s แต่ละสถาบันก็จะมีเกณฑ์เครดิตที่คล้าย ๆ กันคือเรียงจาก A – C ยิ่งได้จัดอันดับที่มีจำนวนตัว A มากเท่าไหร่ยิ่งแปลว่ามีคุณภาพ เช่น AAA จะมีคุณภาพกว่า AA และแน่นอนว่า A ก็จะมีคุณภาพมากกว่า C ที่เป็นอันดับท้ายสุดเช่นกัน

กล่าวง่าย ๆ ว่ายิ่งประเทศไหนถูกจัดให้อยู่ในระดับ หรือใกล้ระดับ AAA ก็หมายถึงประเทศนี้แหละคือประเทศนางฟ้า เลือกประเทศนี้ได้เลยถ้าจะนำเงินซัก 1ล้านล้านดอลลาร์ฯ ไปลงทุน ซึ่งประเทศที่ถูกตัดเกรดให้อยู่ในระดับ AAA ก็เช่น ออสเตรเลีย, แคนาดา, เดนมาร์ก, เยอรมนี หรือประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์

และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเพราะประเทศไทยถูกประเมินให้อยู่ในระดับ A แต่เป็นเรื่องเมื่อ 29 ปีที่แล้ว

ปัจจุบันไทยได้รับการตัดเกรดให้อยู่ในระดับ BBB+ ถูกประเมินให้ความเชื่อถือน่าลงทุนอยู่ในระดับ Lower Medium Grade อยู่ในระดับเดียวกับประเทศอย่าง อุรุกวัย, แม็กซิโก, คาซัคสถาน, อินเดีย, ปานามา หรือถ้าใกล้ ๆ หน่อยก็ฟิลิปินส์

จากที่เคยได้เกรด A ถูกขนานนามว่าที่เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย ตอนนี้มาอยู่เคียงข้างแม็กซิโก, คาซัคสถาน สาเหตุมาจากประเทศไทยเผชิญผลกระทบจากวิกฤติต้มยำกุ้ง, ปัญหาหนี้ระยะสั้นในประเทศ, สถานการณ์ทุนสำรองเหลือน้อย, การสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศ และที่ปฏิเสธไม่ได้คือสถานการณ์ทางการเมืองในหลายสิบปีที่ผ่านมา

อะไรที่เป็นอดีตก็แล้ว ๆ ไป ถึงแม้จะถูกจัดให้อยู่ในระดับ BBB+ แต่ก็ยังสามารถกลับขึ้นไปที่ระดับ A ได้ เพราะตอนนี้การเมืองก็เริ่มนิ่งขึ้น (?) นโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศก็ถูกส่งเสริมมาตลอดหลายปี ภาพลักษณ์ของประเทศก็ดีขึ้น ไม่นานเราจะสามารถกลับไปที่เกรด A ได้ เรื่องควรจะเป็นเช่นนั้น

ทว่าตอนนี้ประเทศไทยกลับเผชิญความเสี่ยงที่จะ #ถูกลดระดับ ซะอย่างงั้น

จากรายงานล่าสุดโดย SCB EIC มีการประเมินว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงหลายประเด็นที่จะทำให้ถูกลดอันดับเครดิตของประเทศ จาก 3 สาเหตุหลัก โดยแต่ละสาเหตุสรุปได้ดังต่อไปนี้

หนี้สาธารณะเพิ่ม รายจ่ายรัฐเพิ่ม

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อประเทศไทยในหลาย ๆ ด้านคือการแพร่ระบาดของโควิด-19 และหนี้สาธารณะคือหนึ่งในนั้น เมื่อประเทศไทยเผชิญวิกฤติโควิด-19 ประเทศไทยจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. เงินกู้ 2 ฉบับเป็นเงินกว่า 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชน

ซึ่งการนี้เองทำให้หนี้สาธารณะไทยต่อ GDP ปรับสูงขึ้นมากจาก 41% ณ สิ้นปี พ.ศ.2562 เป็น 60.5% ณ ปีสิ้นงบประมาณ พ.ศ.2565 การปรับตัวขึ้นของหนี้สาธาณะทำให้ประเทศไทยเรามีการขยายเพดานหนี้สาธารณะขึ้นตามจาก 60% เป็น 70% ต่อ GDP ทว่าปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะไทยต่อ GDP ในระยะปานกลางมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก จากการใช้จ่ายที่สูงขึ้น สวนทางกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐที่ไม่เพิ่มขึ้นตาม

ตรงนี้เองที่ SCB EIC ประเมินว่า รายจ่ายรัฐบาลอาจมีทิศทางเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มรายจ่ายที่ไม่อาจเลี่ยงได้ในระยะยาว เช่น รายจ่ายจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยและการรับมือปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น จึงมีโอกาสสูงที่สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยจะแตะเพดาน 70% ของ GDP

เสถียรภาพทางการเมืองมีความไม่แน่นอนสูง

ถึงแม้ว่าสถานการณ์การเมืองปัจจุบันของประเทศไทยจะเริ่มมีความนิ่ง การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ ‘สถานการณ์ภาพรวม’ ของการเมืองที่เกิดขึ้นในปีนี้อาจมีผลกระทบต่ออันดับดัชนีธรรมาภิบาลไทยจากการประเมินโดยสถาบันอย่าง World Bank ไม่มากก็น้อย

จากรายงานของสถาบัน Fitch (หนึ่งในสถาบันที่ทำหน้าที่จัดลำดับ) ที่ออกเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาระบุว่า ความไม่แน่นอนของการเมืองไทยเป็น #ปัจจัยที่สำคัญ ที่ฉุดรั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุนมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา และถึงแม้การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่และการยุบพรรคก้าวไกลจะไม่ก่อให้เกิดความไม่สงบทางการเมือง แต่ประเทศไทยยังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง

ซึ่งความไม่แน่นอนนี้จะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพทางนโยบายเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยพิจารณาปรับลดอันดับเครดิตประเทศไทยลงมา

ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นเท่าที่ควร

เศรษฐกิจไทยเคยโตเฉลี่ย 9.5% ก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง ก่อนจะเหลือเพียงเฉลี่ย 3.6 ตลอด 10 ปี ก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 และเมื่อผ่านพ้นช่วงวิกฤติโควิดไทยโตเฉลี่ยเหลือเพียง 2% และตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 162 จาก 189 ประเทศทั่วโลกที่ฟื้นตัวจากวิกฤติโควิด-19 หรืออาจจะกล่าวว่าไทยเรายังไม่ค่อยฟื้นดีจากหมัดน็อค

และจากการคาดการณ์ต่อจากนี้ SCB EIC และหลาย ๆ สถาบันประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะโตอยู่ที่ช่วง 2.5%-2.8% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่า Fitch คาดการณ์ว่าจะโตที่กรอบ 3.4%-3.8% อยู่พอสมควร

ซึ่งเรื่องนี้เป็นเพราะผลิตภาพการผลิตของไทยลดต่ำลงเรื่อย ๆ จากปัญหาแรงงานไทยลดลง, สัดส่วนการลงทุนในประเทศที่ลดลงเหลือประมาณ 24% ของ GDP ประเทศ ที่มาพร้อม ๆ กับความสามารถในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศลดลงเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน และแรงงานไทยที่ลดลงเนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว

ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อเทียบกับประเทศที่อยู่ในเครดิต BBB+ ด้วยกันแล้ว เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 1.9% นับว่าต่ำที่สุดในกลุ่มที่เกรดเท่ากัน (ขยายตัวเฉลี่ย 2.8%) และหากเทียบกับกลุ่มประเทศที่เกรดต่ำกว่าอย่าง BBB การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยก็ยังโตได้น้อยกว่า (ขยายตัวเฉลี่ย 2.2%)


ถ้าประเทศไทยถูกลดอันดับเครดิตจะส่งผลกระทบอย่างไร ?

ประการแรก ภาครัฐไทยจะเผชิญกับต้นทุนในการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศมากขึ้น ตรงนี้ให้ลองนึกภาพตาม ถ้าสถาบันการเงินกำลังจะปล่อยกู้ให้กับ 2 ประเทศที่มีเกรด A และ B ตัวสถาบันการเงินจะต้องแบกความเสี่ยงในการให้ประเทศเกรด B ยืมเงินมากกว่าเกรด A นั่นทำให้สถาบันการเงินจะคิดดอกเบี้ยประเทศเกรด B ในอัตราส่วนที่สูงกว่าประเทศเกรด A เพื่อชดเชยความเสี่ยงในการให้ประเทศเกรด B กู้ยืมเงิน (อย่าลืมว่ายิ่งเกรดสูงแปลว่าประเทศนั้น ๆ ถูกประเมินว่ามีความสามารถในการชำระคืนหนี้สูงขึ้นตาม)

ประการที่สอง เม็ดเงินไหลออกจากประเทศ และดึงดูดเม็ดเงินใหม่ ๆ ได้น้อยลง ลอกนึกว่าถ้าคุณที่เป็นนักลงทุนที่มีเงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คุณจะลงทุนในประเทศเกรด A หรือ เกรด B ? และหากมองจากสถานการณ์จริง นักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่จะกำหนดระดับความเสี่ยงของประเทศที่จะไปลงทุนโดยอ้างอิงกับอันดับเครดิตเรตติง

ประการที่สาม ค่าสกุลเงินท้องถิ่นอ่อนค่า สวนทางเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางอาจต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้นไปอีก

จากสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญและเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่ได้เกรดในระดับเดียวกันต้องบอกว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงจริง ๆ ดังนั้นคุณผู้อ่านคงรู้แล้วว่าถ้ามีเงินในมือ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คุณผู้อ่านจะเลือกไปลงทุนที่ประเทศไหน

เรื่อง : กฤชพนธ์ ศรีอ่วม

ที่มา : SCB EIC, Tranding Economics

เด็กหนุ่มจากราชบุรี ที่ยังคงลองผิดลองถูกเสมอมา