หนี้ครัวเรือนไทยชะลอตัวลงมาที่ระดับ 89.6% ต่ำสุดในรอบ 4 ปี แต่ไม่ใช่เพราะคนไทยมีความสามารถในการจัดการหนี้ที่ดีขึ้น แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการก่อหนี้ใหม่ของคนไทย สินเชื่อรถหดตัว สินเชื่อบ้านหดตัว จะกู้แบ้งก์ก็ยากหันไปกู้โรงรับจำนำ, สหกรณ์แทน
หนี้ครัวเรือนไทยกำลังชะลอตัวลง และอาจโตต่ำกว่า 1% ในปีนี้
เรื่องนี้เป็นเพราะคนไทยมีความสามารถในการจัดการหนี้ดีขึ้นหรือ ?
คำตอบคือไม่ใช่ แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจไทยในภาพรวมต่างหากที่ส่งผลต่อเรื่องนี้
จากข้อมูล ณ ไตรมาส 2/2567 หนี้ครัวเรือนไทยเติบโต 1.3% ซึ่งเป็นการเติบโตที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ชะลอลงมาที่ระดับ 89.6% นอกจากนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคาดการณ์ว่าหนี้ครัวเรือนไทยในปีนี้อาจโตต่ำกว่า 1%
ครัวเรือนไทยมีหนี้น้อยลง มีแนวโน้มการก่อหนี้ต่ำลงเป็นเรื่องที่ดี
แต่เมื่อพิจารณาสาเหตเบื้องหลังทำให้เราไม่อาจคิดได้เช่นนั้น
อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้า ที่หนี้ครัวเรือนชะลอตัวลง โตน้อยลง ไม่ใช่เป็นเพราะคนไทยมีความสามารถในการจัดการหนี้ที่ดีขึ้น แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า ส่งผลให้ #เกิดข้อจำกัดในการก่อหนี้ก้อนใหม่ ของครัวเรือน และเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นฟูรายได้ของคนไทย
ปัจจุบันยอดคงค้างเงินกู้ยืมภาคครัวเรือนไทยอยู่ที่ 16.32 ล้านล้านบาท (ข้อมูล ณ ไตรมาส 2/2567) ซึ่งเป็นการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2565 ซึ่งการชะลอตัวลงของหนี้ครัวเรือนนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่าเป็นภาพสะท้อนของ 3 สถานการณ์สำคัญดังต่อไปนี้
การทยอยหดตัวของหนี้รถยต์และรถจักรยานยนต์
หนึ่งในองค์ประกอบของหนี้ครัวเรือนคือ ‘หนี้รถยนต์และจักรยานยนต์’ ซึ่งหนี้ในประเภทนี้ #หดตัวลึกสุด ในรอบ 12 ปี (หดตัวลง 5.8%) และยังเป็นการหดตัวลงต่อเนื่อง 3 ไตรมาสติด นั่นหมายความว่าตอนนี้ครัวเรือนไทยกำลังก่อหนี้ที่เกี่ยวกับยานพาหนะลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งสถานการณ์นี้สอดคล้องกับตลาดรถยนต์ในประเทศที่หดตัวเช่นกัน
จากการรายงานของ ttb analytic ชี้ให้เห็นว่ายอดขายรถยนต์ 5 เดือนแรกของปี พ.ศ.2567 หดตัวถึง 23.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี พ.ศ.2566 และยังมีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มตลาดรถยนต์ทั้งปีจะหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 15 ปี
เมื่อคนไทยกู้หนี้ยืมสินมาซื้อยานพาหนะลดลง ตัวเลข ‘สัดส่วนหนี้รถยนต์และจักรยานยนต์’ ต่อหนี้ของครัวเรือนไทยก็ลดระดับลงจาก 11.5% ในไตรมาสก่อนหน้า เหลือ 10.6% ในไตรมาสล่าสุด
สินเชื่อบ้านปล่อยใหม่ของธนาคารพาณิชย์หดตัวลง
‘ยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย’ ในไตรมาสล่าสุด เป็นอัตราการขยายตัวรายไตรมาสต่ำที่สุดในรอบ 23 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 ไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นการชะลอตัวต่อเนื่อง 6 ไตรมาสติด สะท้อนภาวะอ่อนแอของตลาดที่อยู่อาศัย
ทั้งนี้สินเชื่อบ้านจากระบบธนาคารพาณิชย์ครองส่วนแบ่ง 56% ของตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย นั่นทำให้ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้เล่นหลักที่ส่งผลต่อสถานการณ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยของคนไทย
การชะลอตัวนี้เกิดจากอำนาจซื้อและรายได้ของภาคครัวเรือนที่ถดถอย และยังเป็นการตอกย้ำสถานการณ์ความยากในการกู้ซื้อบ้านของคนไทย สถานการณ์นี้เองก็มีส่วนทำให้หนี้ครัวเรือยไทยชะลอตัวลง
แต่ครัวเรือนกู้ยืมเงินผ่านสภาบันอื่นที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
จากข้อมูลในไตรมาสล่าสุดพบว่า การกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ เติบโต 4% (สูงกว่าการกู้ยืมเงินผ่านแบงก์) , การกู้เงินจากกรมธรรม์ประกัน เติบโต 4.3% (นำเงินบางส่วนมาหมุนโดยที่ความคุ้มครองหลักจากกรมธรรม์ยังอยู่) หรือแม้แต่การกู้ยืมจากโรงรับจำนำ ก็โต 9.7%
เรื่องนี้เองที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ตั้งข้อสังเกตว่า ถึงแม้ตัวเลขของหนี้ครัวเรือนไทยจะชะลอตัวลง แต่ ‘หนี้เพื่อกินเพื่อใช้’ ของคนไทยกลับเร่งตัว จึงเป็นเหตุให้ต้องไปกู้เงินตามสถาบันการเงินอื่นที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ เพราะการกู้เงินผ่านธนาคารพาณิชย์จะต้องเจอกับความเข้มงวดในการพิจารณา (หรือบางรายอาจจะไม่สามารถกู้เพิ่มได้อีกแล้วก็เป็นได้)
จากหลาย ๆ สถานการณ์ที่กล่าวมาทำให้ตอนนี้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ชะลอตัวลงมาที่ระดับ 89.6% ต่ำสุดในรอบ 4 ปี จากที่เคยขึ้นสูงถึง 95.5% ในช่วงของการแพร่ระบาดโควิด-19
นอกจากนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคาดการณ์ว่าตลอดทั้งปี พ.ศ.2567 หนี้ครัวเรือนไทยอาจโตต่ำกว่า 1% และประมาณการว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ประเทศไทยอาจลงมาที่กรอบ 88.5-89.5% แต่ตามการศึกษาของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) พบว่าระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 80% เป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น การที่หนี้ครัวเรือนไทยชะลอตัวลงมาอาจเป็นเพียง ‘น้ำเย็นบนกะทะร้อน’ ที่ระเหิดหายไปในระยะเวลาสั้น ๆ โดยที่กะทะยังคงร้อนผ่าว อัตราการเติบโตของหนี้ครัวเรือนยังคงสูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน การลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนจึงไม่อาจสะท้อนว่าภาระหนี้สินและปัญหาการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยจะดีขึ้น
อ้างอิง : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
