ตลาดยานยนต์ไทยปีนี้ ไม่ว่าจะรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถมือสอง เผชิญสถานการณ์ ‘ซบเซาหนัก’ ยอดขายตกทั่วประเทศ สินเชื่อปล่อยกู้ก็หดตัวลง 3 ปีติด สาเหตุจากธนาคารคุมเข้ม รายได้คนไทยผันผวน กำลังซื้อเปราะบาง อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะกลับมาบูมได้อีกครั้งอาจต้องรอไปอีก 4 ปี
จนถึงตอนนี้ ปี พ.ศ.2567 ผ่านมาแล้ว 11 เดือน สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากแล้วว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปีนี้ #ซบเซาหนัก ประมาณการยอดขายรถยนต์ตกลงมาจากปีที่แล้วถึง 29.2% และกว่าจะฟื้นตัวได้ก็อาจจะต้องรอไปอีกอย่างน้อย ๆ 8 เดือน หรือมากกว่านั้น และหากจะให้ฟื้นกลับมาเฉิดฉายเลยก็อาจจะต้องใช้เวลาถึง 4 ปี
ไม่ว่าจะยอดขายรถยนต์, ยานยนต์เชิงพาณิชญ์ (รถบรรทุก ฯลฯ), รถจักรยานยนต์, ยอดขายรถยนต์มือสอง หรือแม้แต่สินเชื่อเช่าซื้อยานยนต์ ซบเซากันถ้วนหน้า ถ้าจะให้รอดก็มีเพียงตลาดรถยนต์นั่งไฟฟ้าที่กำลังโตสวนทาง
-รถกระบะและรถเชิงพาณิชย์: ยอดขายลดลง 30%
-รถยนต์นั่ง: ยอดขายลดลง 28%
-ยอดขายรถยนต์มือสอง: ยอดโอนลดลง 12.8%
-มูลค่าสินเชื่อเช่าซื้อยานยนต์: โดยรวมหดตัวลง 8.2%
จากสถิติจะพบว่าสถานการณ์อุตสาหกรรยานยนต์ไทยในปีนี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่น่ากังวลเช่นนี้ก็ยังพอมีข่าวดีบ้าง เพราะจากการประเมินโดย SCB EIC ปริมาณการส่งออกรถยนต์ในปีหน้ามีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้บ้าง และในระยะปานกลางก็จะทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งประมาณการผลิตและปริมาณการส่งออก
จากการคาดการณ์โดย SCB EIC ในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า (2025-2028) เป็นดังนี้
-คาดการณ์การปริมาณส่งออกรถยนต์ เพิ่มขึ้น 3.2%
-คาดการณ์ปริมาณการผลิตยานยนต์ เพิ่มขึ้น 4.1%
-คาดการณ์ปริมาณการส่งออกจักรยานยนต์ เพิ่มขึ้น 3%
แต่กว่าจะถึงปีหน้า (หรืออีก 4 ปีข้างหน้า) ย้อนกลับมามองที่สถานการณ์ปัจจุบัน สาเหตุใดที่ทำให้สถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยซบเซาเช่นนี้
ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
หนึ่งในปัจจัยที่ฉุดรั้งการฟื้นตัวของตลาดรถยนต์ไทยเกิดจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน เห็นได้จากมูลค่าสินเชื่อเช่าซื้อยานยนต์ค่อย ๆ หดตัวลงมาตั้งแต่ปี 2564 ไม่เพียงเท่านั้นยอดคงค้างของมวลรวมของหนี้เสีย (Gross NPLs) กลับค่อย ๆ ขยับตัวขึ้นตั้งแต่ปี 2563
เรื่องนี้หมายความว่าคนไทยกู้เงินมาซื้อรถไม่ผ่านมากขึ้น ซึ่งสาเหตุก็มาจากสถาบันทางการเงินกังวลเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ คนไทยผิดนัดชำระหนี้กันมากขึ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่สถาบันทางการเงินต้องแบกรับ ไม่เพียงเท่านั้นความกังวลต่อการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจในประเทศก็มีส่วนเช่นกัน
ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อไม่ได้เกิดแค่กับอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่กับบ้านและที่อยู่อาศัยแนวราบต่างเผชิญสถานการณ์นี้เช่นกัน ปี พ.ศ.2567 สถาบันทางการเงินไทยเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อขึ้นอย่างมาก
อุปสงค์ต่ำ กำลังซื้อเปราะบาง พฤติกรรมเปลี่ยน
กำลังซื้อของคนไทยไม่เพียงแต่จะเปราะบางเพราะรายได้ของคนไทยโตต่ำ แต่ยังมาจากพฤติกรรมการใช้รถของคนไทยที่เปลี่ยนไป
-ในปี พ.ศ.2553 คนไทยมีพฤติกรรมการใช้รถยนต์เฉลี่ย 7.9 ปี
-แต่ในปี พ.ศ.2567 คนไทยมีพฤติกรรมการใช้รถยนต์เฉลี่ย 10.4 ปี
ถ้าคน ๆ หนึ่งซื้อรถตอนอายุ 25 ปี ผ่อนรถหมดตอนอายุประมาณ 30 ปี และคน ๆ นี้จะซื้อรถยนต์อีกครั้งตอนอายุประมาณ 35 ปีตอนมีครอบครัว ช่วงระยะเวลา 10 ปีกับการใช้รถยนต์ 1 คนตั้งแต่อายุ 25 ปี ดูเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ สมเหตุสมผลกับอายุและความรับผิดชอบ
กำลังซื้อของผู้บริโภคก็มีส่วนเช่นกัน ภาระหนี้ครัวเรือนคงที่อยู่ในระดับสูงมาอย่างต่อเนื่องกำลังกดดันกำลังซื้อของคนไทย ในปี พ.ศ.2563 หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ระดับ 94% และจากการคาดการณ์หนี้ครัวเรือนไทยไม่อาจลดลงไปในระดับที่ต่ำกว่า 90% จนถึงปี พ.ศ.2571 ไม่เพียงแต่ภาระหนี้ครัวเรือน แต่ความผันผวนของรายได้ เช่น รายได้ของเกษตรกร ก็ส่งผลต่อกำลังซื้อเช่นกัน โดยเฉพาะกับรถจักรยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบไปทั่วประเทศไทย
-ภาคเหนือ: อัตราการเติบโตยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ ลดลง 11.6%
-ภาคกลาง: อัตราการเติบโตยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ ลดลง 9.7%
-ภาคใต้: อัตราการเติบโตยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ ลดลง 3.8%
-ภาคอีสาน: อัตราการเติบโตยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ ลดลง 12.5%
-ภาคตะวันออก: อัตราการเติบโตยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ ลดลง 11.6%
ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ตอนนี้ซบเซาพอกัน
ทว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ไทย
แต่เป็นปัญหาของกำลังซื้อคนทั้งโลก
Honda Motor ผลิตรถยนต์ในประเทศจีนลดลงมาแล้ว 34% ในช่วงเวลา 6 เดือนแรกของปี พ.ศ.2567 ซึ่งเป็นยอดการผลิตที่ลดลง 4 ปีติด หรือตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 Nissan Motor ก็ผลิตรถยนต์ลดลงถึง 62% และ Toyota Motor ผลิตรถยนต์ลดลง 17% เช่นกัน
หรือแม้แต่โฟล์คสวาเกนที่อาจจะปิดโรงงานถึง 3 แห่งที่เยอรมนี ซึ่งเป็นการปิดตัวลงในรอบ 87 ปี ซึ่งสาเหตุมาจากการขาดความสามารถในการแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน
ทว่าสถานการณ์รถยนต์ไฟฟ้าที่ประเทศจีนก็ใช่ว่าจะสดใส เพราะก่อนหน้านี้ก็มีข่าวออกมาเช่นกันว่าตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ทั่วประเทศจีนอาจสูญเสียรายได้กว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว ๆ 6.4 แสนล้านบาท) เนื่องจากตอนนี้ผู้บริโภคหลายเจ้ากำลังชะลอการซื้อรถ ทำรถยนต์ไฟฟ้าขายไม่ออกเช่นกัน
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสถานการณ์ในประเทศและนอกประเทศของอุตสาหกรรมยานยนต์ต่างเจอความท้าทาย จากทั้งการแข่งขันในอุตสาหกรรมเอง จากทั้งกำลังซื้อของผู้บริโภค และจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ถ้าจะมีค่ายรถยนต์เจ้าไหนที่เฉิดฉายต่อจากนี้คงไม่พ้น ‘Tesla’ เพราะเจ้าของอย่าง ‘อีลอน มัสก์’ น่าจะได้อานิสงส์ไปเต็ม ๆ จากการที่ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ กำลังจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 ในเร็ว ๆ นี้
อ้างอิง : SCB EIC
