SUMMARY : อินเดียเจอวิกฤตค่าครองชีพ มะเขือเทศราคาพุ่ง 161% สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ข้าว ผัก โรตี ฯลฯ ปรับตัวแพงขึ้นกว่า 20% เป็นราคาที่แพงที่สุดในรอบ 14 เดือน ตอนนี้ชาวอินเดียเจอปัญหาค่าครองชีพสูงสวนทางรายได้ ตลาดทุนก็เจอนักลงทุนต่างชาติถอนเงินออกจากตลาดหุ้นไปแล้วกว่าสี่แสนล้านบาท

ถ้าเมื่อปีที่แล้วคุณผู้อ่านเคยซื้อมะเขือเทศในราคาลูกละ 20 บาท
แต่พอมาปีนี้กลับต้องซื้อในราคาลูกละ 32 บาท !

สถานการณ์นี้คงสร้างภาระทางการเงินกับกระเป๋าสตางค์คุณผู้อ่านพอสมควร เพราะราคานี้แทบจะเป็นราคาที่พุ่งแรงแซงหุ้นในพอร์ทลงทุน พลันทำให้คุณผู้อ่านคิดว่าถ้าราคาจะพุ่งขนานี้ รู้งี้ลงทุนในมะเขือเทศอาจจะดีกว่าลงทุนในหุ้นเสียอีก แต่สถานการณ์ราคามะเขือเทศพุ่งไม่ใช่เรื่องสมมุติ

เพราะสถานการณ์ข้างต้นคือสถานการณ์ที่ประชาชนชาวอินเดียกำลังเจอตอนนี้ ตอนนี้อินเดียราคามะเขือเทศแพงขึ้น 161% ใช่แล้ว อ่านไม่ผิด “แพงขึ้น 161%”

ของแพงไม่ใช่เป็นปัญหาแค่ที่ประเทศไทย สหรัฐอเมริกา หรือฮ่องกง แต่ตอนนี้อินเดียก็กำลังเจอสถานการณ์ #ของแพง เช่นกัน ไม่ว่าจะข้าว, โรตี, ผัก, สลัด, โยเกิร์ต สินค้าอุปโภคบริโภคเหล่านี้ราคาปรับตัวขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ส ซึ่งเป็นราคาที่สูงสุดในรอบ 14 เดือน จากข้อมูลของ CRISIL บริษัทในเครือ S&P Global Inc.

ปัญหาค่าครองชีพที่สูง ที่มาพร้อมกับรายได้ที่ลดลงของประชาชน กำลังบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะยิ่งในเมืองหลวงอย่างมหานครมุมไบ (ปัญหานี้เป็นปัญหาเดียวกับที่ประชากรชาวกรุงเทพเผชิญ) ไม่เพียงเท่านั้นตอนนี้ตลาดทุนของอินเดียก็กำลังเจอแรงเทขายอย่างหนัก ในไตรมาสล่าสุดนักลงทุนต่างชาติถอนเงินออกจากตลาดหุ้นอินเดียไปแล้วกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว ๆ 452,640 ล้านบาท)

และสถานการณ์นี้จะยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้นในปี 2025 หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะอินเดียถือเป็น 1 ในประเทศที่มีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และเป็นหนึ่งในประเทศผู้เล่นสำคัญของสงครามการค้า จีน-สหรัฐ

อินเดียยังเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิรถยนต์ไฟฟ้าจากทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาเช่นกัน ถึงแม้ในตอนนี้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศจะยังไม่เข้ารูปเข้ารอยที่จะรองรับการโลดแล่นของรถยนต์ไฟฟ้ามากนัก แต่ก็เป็นโอกาสอันดีในอนาคตเช่นกัน จากทั้ง BYD ที่อาจจะได้เปรียบเรื่องราคา หรือ TESLA ที่อาจจะเจาะกลุ่มชาวอินเดียที่มั่งคั่ง

และถ้าพูดถึงอินเดีย อินเดียไม่ใช่ประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าเท่านั้น เพราะเมื่อทรัมป์ขึ้นดำรงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปีหน้าพร้อมกับมี ‘อีลอน มัสก์’ เคียงข้าง ผลของเรื่องนี้อาจทำให้บริษัทของอีลอนได้ผลประโยชน์จากการสนับสนุนทรัมป์อย่างเต็มที่ ในเรื่องของความขัดแย้งด้านการเข้าไปทำธุรกิจของบริษัท Starlink Inc. กับรัฐบาลอินเดีย

กล่าวได้ว่า อินเดียคือหนึ่งในประเทศที่น่าจับตามองอย่างมากต่อจากนี้ในเวทีโลก ทว่าตอนนี้มีเรื่องที่เร่งด่วนยิ่งกว่าคือราคาของสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นที่ ‘นเรนทระ โมที’ นายกรัฐมนตรีอินเดียต้องรับมือ

ที่มา : Bloomberg