ไทยกำลังหมดความสามารถในการดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติ จากที่เคยมีสัดส่วนเงินลงทุนถึง 35% ตอนนี้อาจเหลือเพียง 4% สู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ เสียเปรียบทั้งค่าแรงที่สูงกว่า แต่คุณภาพไม่ได้ดีกว่า กำลังซื้อคนในประเทศโตต่ำ ไร้ข้อได้เปรียบการส่งออก และไม่มีเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) คือการเคลื่อนย้ายทุนจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง โดยเจ้าของทุนยังมีอำนาจในการดูแลกิจการที่มีการนำทรัพยากรการผลิต แรงงาน และเทคโนโลยีเข้าไปยังประเทศที่ลงทุน
นอกจากนี้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเป็นรากฐานสร้างความเจริญให้กับอนาคตของประเทศนั้น ๆ เพราะจะมีโอกาสที่บริษัทต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนจะนำเทคโนโลยีและโอกาสในการสรรสร้างนวัตกรรมใหม่ที่เพิ่มโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องทั้งต้นน้ำไปถึงปลายน้ำในประเทศนั้น ๆ ซึ่งตรงนี้เองขึ้นอยู่กับประเทศต้นทางและทั้งระบบอุตสาหกรรมว่าจะสามารถฉกฉวยโอกาสตรงนี้ได้มากแค่ไหน
และรู้หรือไม่ในแถบอาเซียน จากเม็ดเงินลงทุน 100% จากต่างประเทศ
-ประเทศไทยเคยดึงดูดเงินก้อนนี้ได้ถึง 35.3% หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของเงินทั้งหมด (2538-2547)
-แต่ตัวเลขนี้ของไทยก็ค่อย ๆ ลดลง เหลือ 20.6% (2548-2557)
กระทั่งในช่วงเวลาปัจจุบันเหลือเพียง 10.4% (2558-2566)
และจากข้อมูลล่าสุดยังพบว่า ในปี พ.ศ.2566 สัดส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือเพียง 4.6% จนแทบจะแสดงให้เห็นถึงการที่ไทยไม่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้เลย
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี วิเคราะห์ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาครัฐมุ่งเน้นเรื่องของการให้สิทธิประโยชน์ซึ่งเป็นประโยชน์ฝั่งต้นทุนเป็นสำคัญ แต่ละเลยการสร้างความเชื่อมั่นในการสร้างรายได้ของกิจการ พร้อมทั้งระบุว่าประเทศไทยมีความสามารถในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว นอกจากนี้ยังวิเคราะห์ถึงข้อเสียเปรียบที่ไทยเรากำลังเผชิญว่ามีเรื่องใดบ้าง
เสียเปรียบที่ 1 : เสียเปรียบเรื่องต้นทุน และแรงงาน
#ต้นทุนค่าแรง เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการเลือกแหล่งลงทุนของผู้ก่อตั้งกิจการ โดยค่าแรงที่ผู้ประกอบการต้องแบกนี้ขึ้นอยู่กับ ‘นโยบายค่าแรงขั้นต่ำของภาครัฐ’ ซึ่งปัจจุบันค่าแรงขั้นต่ำต่อวันของประเทศไทยอยู่ที่ 300 บาท หรือบางพื้นที่อยู่ที่ 330-370 บาท แต่ในขณะที่ เวียดนามมีค่าแรงขั้นต่ำ 170-250 บาทต่อวัน ฟิลิปปินส์มีค่าแรงขั้นต่ำ 229 บาทต่อวัน
และค่าแรงที่สูงกว่านี้ก็กระทบต่อต้นทุนการผลิตที่ผู้ประกอบการจะต้องเผชิญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เมื่อค่าแรงในไทยสูงกว่าแต่สิทธิประโยชน์ที่แรงงานได้รับจากแต่ละประเทศใกล้เคียงกัน ทำให้ประเทศไทยเราไม่สามารถสร้างข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัดได้
หรือแม้แต่ปัจจัยความพร้อมด้านกำลังแรงงานในระยะ 10 ปีข้างหน้า ประชากรวัยแรงงานของไทยจะลดลง 2.7 ล้านคน ในขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย กลับมีประชากรวัยแรงงานเพิ่มขึ้น 14.9 ล้านคน 4.9 ล้านคน และ 1.9 ล้านคน ตามลำดับ
เสียเปรียบที่ 2 : การสร้างรายได้
#ผลประกอบการของผู้ลงทุนในไทยไม่ค่อยจะคุ้มทุน ปฏิเสธไม่ได้ว่ารายได้และกำไรเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการประกอบลงทุนและประกอบธุรกิจ แต่สำหรับประชาชนในประเทศไทยกลับมีกำลังซื้อที่อ่อนแอ สะท้อนจาก GDP Per Capita ของคนไทยในรอบ 10 ปีล่าสุด ที่เพิ่มขึ้นเพียง 15.3%
ในขณะที่เวียดนาม ประชากรมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น 64%, อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น 37.6% และมาเลเซียเพิ่มขึ้น 30.2% ซึ่งรายได้ต่อหัวของประชากรที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลให้กำลังซื้อของคนในประเทศเพิ่มขึ้นตาม และทำให้ผู้ประกอบการต่างประเทศที่จะมาลงทุนในไทยอาจจะพิจารณาลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านไทย ประเทศที่ประชากรมีกำลังซื้อมากกว่า
หรือถ้าจะมาลงทุนที่ไทยและส่งสินค้าไปยังประเทศอื่น ประเทศไทยก็ไม่ได้มีข้อได้เปรียบเหนือประเทศเพื่อนบ้านมากนัก เช่นหากเทียบกับเวียดนาม ประเทศไทยจะข้อเสียเปรียบค่อนข้างชัดเจนเนื่องจากเวียดนามที่มีข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA) กับเขตเศรษฐกิจยุโรป (EU)
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี ยังระบุว่า ประเทศไทยไม่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นและโอกาสการสร้างรายได้ของกิจการที่เข้ามาลงทุนผ่าน #จุดมุ่งหมายอันทะเยอทะยาน ดังเช่นที่เวียดนามตั้งเป้าจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมภายในปี พ.ศ. 2573 หรืออย่างที่อินโดนีเซียประกาศจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงในอีก 20 ปีข้างหน้า
อ้างอิง : ttb analytics
