SUMMARY : ปี 2567 รัฐบาลไทยเก็บภาษีได้มากสุดในรอบทศวรรษ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เคยเป็นข่าวก็เก็บได้มากสุดในรอบ 10 ปี แตะ 947,319 ล้านบาท แต่รัฐยังคงขาดดุลการคลังต่อเนื่องสะสมมาหลายปี ปีนี้นโยบายที่จะนำเอางบคลังมากระตุ้นเศรษฐกิจอาจมีไม่มาก ทำเศรษกิจไทยปีนี้ยังคงต้องเฝ้ารอมาตรการอื่นๆ
หนึ่งในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรัฐบาลที่คนไทยรู้ดีคือ ‘รัฐบาลมีรายได้จากภาษีของประชาชน’ และรัฐบาลก็นำภาษีนั้นมาบริหารประเทศต่อ แต่รายได้จากภาษีก็มีหลายรูปแบบ เช่นนั้นแล้วรัฐบาลไทยมีรายได้หลักมากจากภาษีรูปแบบใด ?
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่าถึงแม้รัฐบาลจะมีรายได้มาจากภาษีหลายรูปแบบ แต่รายได้ทางภาษีหลักของรัฐบาลมาจากการเก็บ ‘ภาษีมูลค่าเพิ่ม’ หรือ VAT ที่ทุกคนคุ้นเคยดี (ภาษีที่มีข่าวก่อนหน้าที่รัฐบาลอยากจะปรับขึ้นจาก 7% ให้กลายเป็นตัวเลขที่มากกว่า 10%)
ในปัจจุบัน รัฐบาลไทยมีรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 2563 และจริง ๆ แล้วรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มในปี 2567 ถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปีเสียด้วยซ้ำ โดยรัฐบาลเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ที่ราว ๆ 947,319 ล้านบาท และถ้าดูสถิติย้อนหลังจะเป็นดังนี้
ปี 2563 รัฐบาลเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ราว ๆ 7.45 แสนล้านบาท
ปี 2564 รัฐบาลเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ราว ๆ 7.93 แสนล้านบาท
ปี 2565 รัฐบาลเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ราว ๆ 9.30 แสนล้านบาท
ปี 2566 รัฐบาลเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ราว ๆ 9.14 แสนล้านบาท
และถ้าเมื่อเทียบย้อนไปถึง 10 ปีก่อน ในปี 2558 รัฐบาลเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้เพียงราว ๆ 7 แสนล้านบาทเท่านั้น ไม่มีปีไหนในรอบ 10 ปีที่รัฐบาลจะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้มากไปกว่าปี 2567 แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่ภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้นที่เก็บได้มากสุดในรอบหลายปี แต่ในปีที่ผ่านมารัฐบาลไทยมีรายได้จากการเก็บภาษีมากสุดในรอบทศวรรษที่ตัวเลขราว ๆ 3,329,144 ล้านบาท
ฟังดูเป็นตัวเลขที่มหาศาลมาก แต่ถึงแม้รัฐบาลจะเก็บภาษีได้มากสุดในรอบทศวรรษ แต่รัฐบาลไทยก็ยังคงขาดดุลทางงบประมาณอยู่ดี ซึ่งปี 2563 เป็นปีแรกที่รัฐบาลขาดดุลทางงบประมาณอย่างหนักเป็นต้นมา หรือก็คือรายได้ของรัฐบาลไม่เพียงพอรายจ่ายหนักขึ้น
แท้จริงแล้วรัฐบาลกลางขาดดุลทางงบประมาณทุกปีเป็นเรื่องปกติของประเทศไทย และเป็นเรื่องปกติของหลายประเทศทั่วโลก การศึกษาของ TDRI ระบุว่าจากการเก็บข้อมูลเป็นระยะเวลากว่า 52 ปีของ 20 ประเทศที่พัฒนาแล้ว มีถึง 14 ประเทศที่รัฐบาลกลางขาดดุลเท่ากับหรือมากกว่า 40 ปี (ตอนนี้ไทยขาดดุลทางงบประมาณมาแล้วกว่า 20 ปี)
ทว่าสถานการณ์การขาดดุลทางงบประมาณในไทยมารุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2563 หรือช่วงของคณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 62 ภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ต้องบอกว่าหากดูตามสถานการณ์การขาดดุลที่นำเสนอโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะพบว่าตอนนี้รัฐบาลกลางก็ค่อย ๆ ขาดดุลน้อยลงเรื่อย ๆ (ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี) เพราะแน่นอนว่าการขาดดุลการคลังเป็นระยะเวลานานจะไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในปี 2568 นี้
เนื่องจาก “การขาดดุลทางการคลัง จะไปเบียดบังการใช้จ่ายที่จะสนับสนุนการเติบโตของประเทศ”
ในปี 2568 นี้ ผู้คนต่างคาดหวังว่ารัฐบาลไทยจะงัดไม้เด็ดอะไรซักอย่างเพื่อเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ รักษาแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศไว้ให้ได้ ท่ามกลางช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการและคนไทยถามหาถึงมาตรการและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จากความเห็นของ “ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒน์ฯ” ที่แสดงไว้ในงานเสวนา KTC FIT Talk 13 “โฟกัสเศรษฐกิจปี 2568: โอกาสและความท้าทาย” ตอนนี้นโยบายใด ๆ ที่เกี่ยวกับ “การคลัง” จะน้อยลง
ดร.ศุภวุฒิ เปรียบนโยบายทางการคลังของรัฐบาลไว้ว่าเป็นเสมือน #กองหน้า ในปีที่ผ่านมา แต่พอมาปีนี้ หากพิจารณาจากสถานการณ์การขาดดุลทางงบประมาณของรัฐบาลกลาง และท่าทีของรัฐบาล นโยบายการคลังในปีนี้ (นโยบายการคลังคือการใช้งบประมาณและภาษีของรัฐบาลเพื่อมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจ) ถึงเวลาที่จะต้องไปเป็น #กองหลัง ถ้าจะกระตุ้นเศรษฐกิจหรือสนับสนุนการเติบโตของประเทศ จะต้องไม่กระทบไปถึงสถานการณ์การขาดดุลทางการคลัง
มาถึงตรงนี้จะพบว่าการขาดดุลการคลังและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจล้วนยึดโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถ้ารัฐบาลไม่มีนโยาบกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นใดนอกเหนือจากมาตรการแจกเงิน 10,000 บาท ที่เหลืออีก 2 เฟส เศรษฐกิจไทยในปี 2568 นี้อาจจะโตต่ำกว่าปีที่ผ่านมา และไม่สามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตทางเศรฐกิจในปีที่ผ่านมาได้
จนถึงตอนนี้ประเทศไทยมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรที่น่าจับตาดูบ้าง ?
เรื่อง : กฤชพนธ์ ศรีอ่วม
อ้างอิง : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย Policy Watch TDRI ภาษีไปไหน


