“ประเทศเราปลอดทุจริต”
”รัฐบาลเราไม่โกง”
“เราทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้”
”ที่ท่านพูดมาไม่เป็นความจริง”
ประโยคลักษณะดังกล่าวไม่ว่ารัฐบาลยุคไหน หรือใคร ๆ ก็สามารถพูดได้ เราล้วนมั่นใจในตัวเองและยืดหน้า ยืดอก ประเมินตนเองเป็นประจำอยู่เสมอ แต่จะดีกว่าไหมถ้าประโยคเหล่านี้ถูกประเมินโดยคนภายนอกเสียบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลทราบดี ประจวบเหมาะกับที่โลกนี้มีดัชนีชื่อว่า ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perception Index : CPI) ดัชนี้ที่สะท้อนภาพลักษณ์การทุจริต ยิ่งได้คะแนนเยอะแปลว่าโปร่งใส กลับกันยิ่งได้คะแนนน้อยยิ่งสะท้อนว่าประเทศนี้สถานการณ์การทุจริตย่ำแย่ (คะแนนเต็ม 100)
รัฐบาลภายใต้การบริหารของ ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ จึงตัังเป้าว่าจากเดิมที่ประเทศไทยได้รับคะแนน 38 คะแนน จะต้องขยับขึันเป็น 50 คะแนนให้ได้ภายในปี 2565 ให้เป็นประจักษ์แก่สายตาประชาชนและสายตาชาวโลกว่าที่ประกาศว่ารัฐบาลเราไม่ทุจริตนั้นเป็นเรื่องจริง นี่ไงประเทศเราได้รับคะแนนการประเมินจากองค์กรระดับโลกดีขึ้น
แต่ผ่านมาแล้วหลายปี จนถึงยุคสมัยของรัฐบาล ‘แพทองธาร ชินวัตร’ ปัจจุบันดัชนีการรับรู้ทุจริตของไทยนอกจากจะทำตามเป้าที่วางไว้ไม่ได้ ซ้ำร้าย อันดับยังเลวล้ายลงด้วยซ้ำ ค่าดัชนีการรับรู้ทุจริตไทยประจำปี 2567 ที่พึ่งออกเมื่อเร็ว ๆ นี้ ประเทศไทยได้คะแนน 34 คะแนน (ลดลงจากปี 2565 4 คะแนน) และถูกจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 107 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ย่ำแย่ทั้งคะแนน ย่ำแย่ทั้งอันดับโลก
บทความนี้จะพาไปสำรวจสาเหตุว่าทำไมอันดับการรับรู้การทุจริตของไทยย่ำแย่ลง ประกอบกับพาไปดูถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการลงทุนของประเทศแทน หลายท่านคงคิดว่า ‘ไม่น่าเชื่อว่าดัชนีการรับรู้การทุจริตมีผลต่อการลงทุนด้วย’ แต่เรื่องนี้ส่งผลกระทบเต็ม ๆ
“ดร.สติธร ธนานิธิโชติ” ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า อธิบายกับทีมงาน Reporter Journey ไว้ว่าข้อมูลดัชนีการรับรู้การทุจริตนอกจากจะมีไว้ประเมินการทำงานของรัฐบาล สะท้อนความโปร่งใสของรัฐบาลนั้น ๆ ยังมีไว้สำหรับ #ให้นักลงทุนตัดสินใจ ว่าจะลงทุนในประเทศนั้น ๆ ดีหรือไม่ อาจารย์อธิบายไว้ว่า
“ถ้าประเทศได้คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตต่ำ (ประเทศไทยได้ 34 คะแนน) แปลว่าประเทศนั้น ๆ ถูกประเมินโดยคนภายนอกถึงการรับรู้ว่ามีการทุจริตในประเทศค่อนข้างสูง เรื่องนี้ทำให้นักลงทุนรู้ว่าตนจะมีต้นทุนที่ต้องเตรียมไว้สำหรับดำเนินการที่สูงขึ้น เช่น เงินทุนที่จะต้องนำไปติดสินบนเจ้าหน้าที่
และถ้านักลงทุนรู้สึกว่าเงินทุนที่จะต้องเตรียมไว้นั้นสูงเกินรับไหวสำหรับการดำเนินการใต้โต๊ะ ที่สะท้อนมาจากดัชนีการรับรู้การทุจริต เขาก็จะไม่เลือกลงทุนในประเทศนั้น ๆ”
ไม่เพียงแต่เงินทุนที่ต้องเตรียมไว้สำหรับการยัดใต้โต๊ะ เตรียมไว้สำหรับสินบนเพื่อให้การดำเนินการต่าง ๆ ไวขึ้น แต่ดัชนีนี้ยังสะท้อนถึงความยุ่งยากในกระบวนการทำงานกับรัฐบาลที่อาจจะช้ากว่าปกติ ยากกว่าปกติ ไม่อาจหาเหตุผลใด ๆ มาอธิบายได้หากการดำเนินงานบางประการไม่ราบรื่น
อาจารย์สติธร ยังอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้ดัชนีการรับรู้การทุจริตไทยย่ำแย่ ซึ่งมาจากสาเหตุหลายประการ ซึ่งแต่ละข้อก็ล้วนเป็นสาเหตุที่เมื่อผู้อ่านได้อ่าน ก็คงจะตระหนักรู้ทันทีว่าสาเหตุเหล่านี้อยู่คู่กับประเทศไทยมานาน เช่น ค่าตอบแทนข้าราชการต่ำ กระตุ้นให้เกิดการทุจริต, กฎหมายการปราบปรามการทุจริตถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือ ระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทยที่ฝังรากลึก
ท่ามกลางการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แน่นอนว่าคนไทยหลายคนคงติดตามการอภิปรายนี้ไปด้วย แต่จากการมีอยู่ของดัชนีการรับรู้ทุจริตได้สะท้อนว่าไม่ใช่แค่เพียงคนไทยที่กำลังจับตาดูสถานการณ์ในประเทศ แต่หลายสถาบันระดับโลกก็กำลังจับตาดูผลที่จะเกิดขึ้นหลังการอภิปรายอยู่เช่นกัน
อ้างอิง
– พัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้ทุจริต (Corruption Perception Index : CPI) ของประเทศไทย, สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า
– ดร.สติธร ธนานิธิโชติ, ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า, สัมภาษณ์ 20 มีนาคม 2568
– Transparency International


