ไฟสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ส่งผลกระทบทั้งโลกทำให้ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs รายย่อย ต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กำลังซื้อลดลง ลูกค้าหดหาย สินค้าต่างชาติที่ทะลักเข้ามาในราคาต่ำ และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ในขณะที่ความจริงก็คือ SMEs กว่า 3 ล้านรายในบ้านเรา มีจำนวนมากไม่มีเงินก้อน ไม่มีทีมการตลาด ไม่มีความรู้ดิจิทัล และไม่มีเส้นสายส่งออก คำแนะนำแบบสวยหรูอย่าง “ทำแบรนด์-ทำคอนเทนต์-ส่งออก” จึงอาจฟังดูไกลเกินไป
บทความนี้จึงขอเสนอ “10 กลยุทธ์หนีตาย” สำหรับผู้ประกอบการที่เริ่มจากศูนย์ หรืออยู่ในจุดที่ “มีแค่ตัวกับของ” แต่ยังมีความหวัง ถ้ามีทางเดินที่พอเป็นไปได้
กลยุทธ์ที่ 1 อย่าทำคนเดียว ถ้าไปด้วยกันจะไปได้ไกล รวมกลุ่มกับคนในชุมชนเดียวกันหรือสินค้าประเภทเดียวกัน เช่น กลุ่มช่างไม้ กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเกษตรแปรรูป เพื่อแชร์ค่าขนส่ง ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าถ่ายรูป หรือทำบูธร่วมกัน เริ่มง่ายๆ ด้วยการตั้งกลุ่มไลน์หรือเฟซบุ๊ก แชร์ข้อมูลลูกค้าและโอกาส
กลยุทธ์ที่ 2 ขายใกล้ก่อนขายไกล ถ้ายังไม่มีทุนสร้างแบรนด์หรือส่งออก เริ่มจากตลาดรอบบ้าน เช่น ตลาดชุมชน ตลาดนัด หน่วยงานท้องถิ่น ร้านสะดวกซื้อท้องถิ่น หรือฝากขายร้านของคนรู้จักก่อน เพื่อให้มีรายได้หมุนเวียน ไม่ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากออนไลน์ทันที
กลยุทธ์ที่ 3 ถ้ามีลูกค้าเก่า จงดูแลให้ดีเป็นพิเศษ อย่าให้ลูกค้าเก่าหลุดมือ โทรกลับไปถามสารทุกข์ ถามฟีดแบ็ก เสนอของแถมหรือโปรเล็กๆ เพื่อให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ เพราะการหาลูกค้าใหม่ในช่วงเศรษฐกิจย่ำแย่ยากกว่าการรักษาคนที่เคยเชื่อใจเรา
กลยุทธ์ที่ 4 ใช้ช่องทางฟรีก่อนทุกครั้ง เริ่มจากสิ่งที่ไม่ต้องจ่าย เช่น โพสต์ขายผ่าน Facebook ส่วนตัวหรือ Marketplace ใช้ LINE OA ฟรี ถ่ายรูปด้วยมือถือธรรมดาให้แสงดี ขอให้ลูกค้าช่วยเขียนรีวิวสั้นๆ แปะในคอมเมนต์ ไม่จำเป็นต้องโปรดักชันใหญ่หรือจ้างคนทำทันที
กลยุทธ์ที่ 5 ขายแบบ Pre-order หรือล็อตเล็กเพื่อลดความเสี่ยง อย่าผลิตเกินกำลัง หรือกักสต๊อกจำนวนมาก ลองใช้ระบบจองก่อน (Pre-order) หรือผลิตล็อตเล็กเพื่อลองตลาด ถ้ามีคนสนใจจริงค่อยเพิ่มการผลิตภายหลัง ลดความเสี่ยงทุนจม
กลยุทธ์ที่ 6 ใช้แพลตฟอร์มกลางของรัฐให้เป็นประโยชน์ หน่วยงานรัฐอย่าง สสว. DITP พาณิชย์จังหวัด หรือ SME Bank มีโครงการดีๆ จำนวนมาก เช่น อบรมฟรี บูธฟรี ตลาดกลางของรัฐ หรือทุนอุดหนุนรายเล็ก อย่าอายที่จะติดต่อและขอความช่วยเหลือ เพราะคุณคือผู้มีสิทธิเต็มที่
กลยุทธ์ที่ 7 ถ้ายังไม่รู้เรื่องออนไลน์ ให้หาคนช่วยเป็นจุดเล็กๆ ก่อน ถ้ามีลูกหลาน เพื่อน หรือคนรุ่นใหม่ใกล้ตัว ลองให้มาช่วยเปิดเพจ ถ่ายคลิป หรือเขียนข้อความขาย เริ่มต้นแค่โพสต์เดียวก่อน ไม่ต้องหวังสร้างยอดขายทันที แต่เพื่อให้เริ่มขยับ ไม่ติดกับความกลัว
กลยุทธ์ที่ 8 บริการต้องมาก่อนสินค้า ในยุคที่สินค้าเต็มตลาด สิ่งที่สร้างความต่างคือ “บริการ” เช่น การพูดจาดี ตอบไว ส่งของตรงเวลา เก็บเงินปลายทางได้ หรือยอมเปลี่ยนสินค้าเมื่อมีปัญหา นี่คือสิ่งที่คู่แข่งจากจีนหรือเจ้าสัวไม่สามารถเลียนแบบได้ง่ายๆ
กลยุทธ์ที่ 9 คิดแบบรายวัน อย่ากังวลแบบรายปี ในภาวะวิกฤต การคิดแผน 5 ปีอาจไกลเกินไป ลองตั้งเป้าแบบสัปดาห์หรือเดือน เช่น “สัปดาห์นี้จะหาลูกค้าใหม่ 3 คน” หรือ “เดือนนี้จะลองโพสต์ขาย 10 ครั้ง” เป็นเป้าหมายที่วัดผลได้และทำได้จริง
กลยุทธ์ที่ 10 อย่าท้อแม้ยังไม่สำเร็จในครั้งแรก ผู้ประกอบการจำนวนมากล้มไม่ใช่เพราะของไม่ดี แต่เพราะรู้สึกว่า “ทำไปก็ไม่รอด” ให้คิดเสมอว่าทุกครั้งที่ล้ม คือการตัดทางที่ไม่เวิร์กออกไปหนึ่งทาง และเราจะเข้าใกล้ “ทางที่ใช่” มากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่มีใครเริ่มต้นพร้อม แต่ทุกคนเริ่มต้นได้ คุณไม่จำเป็นต้องมีทุนเป็นล้าน ทีม 10 คน หรือสายส่งระดับประเทศ ถึงจะอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนไป ขอแค่คุณมีความกล้าเล็กๆ ในแต่ละวัน รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำได้ตอนนี้ และพร้อมขอความช่วยเหลือเมื่อถึงเวลา
สงครามการค้าอาจเป็นเรื่องไกลตัวในวันนี้ แต่การเอาตัวรอดไม่ใช่เรื่องไกลเกินไป เริ่มต้นจากจุดที่คุณยืนอยู่ แล้วค่อยๆ ก้าวทีละก้าว คุณก็มีสิทธิหนีตาย สามารถก้าวไปข้างหน้า ใครจะไปรู้ว่าบางทีวันหนึ่งคุณอาจเป็นคนที่ยืนอย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวนนี้ก็เป็นได้


