ท่ามกลางสงครามภาษี สินค้าหลายประเภทจากจีนที่เคยเข้าสหรัฐฯ ได้อย่างสะดวก ก็เริ่มเผชิญด่านภาษีสูงลิ่ว สินค้าจีนบางอย่างจึงเลือกใช้วิธี “ปลอมตัว” ล่าสุดเกาหลีเจอเข้ากับตัว เมื่อสินค้าแดนมังกรแปลงโฉมใส่วิกปลอมตัวสวมบทเป็นสินค้าแดนกิมจิ เพื่อเล็ดลอดด่านภาษีสุดโหดของทรัมป์เข้าสู่สหรัฐฯ

Made in Korea หรือ Made in ไหนกันแน่?

เมื่อวานนี้ (21 เมษายน 2025) สำนักงานศุลกากรเกาหลีใต้เผยรายงานที่ชวนให้ขมวดคิ้ว พวกเขาพบว่ามีการ ”แอบอ้าง” ว่าสินค้าจีนเป็นสินค้า Made in Korea โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่กำลังจะมุ่งหน้าไปที่สหรัฐฯ ประเทศที่ตอนนี้กำลังเปิดศึกภาษีแบบไม่ไว้หน้าใคร

ข้อมูลระบุว่า แค่ไตรมาสแรกของปีนี้ มูลค่าความเสียหายจากการปลอมแปลงถิ่นกำเนิดของสินค้าทะลุถึง 29.5 พันล้านวอน (ประมาณ 792.5 ล้านบาท) ไปแล้ว เล่นเอาเกือบเท่าทั้งปีที่แล้วที่มีมูลค่าอยู่ที่ 34.8 พันล้านวอน (ประมาณ 939.6 ล้านบาท) ทั้งที่เพิ่งผ่านไปแค่ 3 เดือน! ยิ่งไปกว่านั้น 97% ของสินค้าทั้งหมด ต่างเป็นสินค้าที่เตรียมมุ่งหน้าไปสหรัฐฯ

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า เกาหลีใต้ในฐานะพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ และคู่ค้าในข้อตกลงการค้าเสรี กลายเป็นเป้าหมายที่เหมาะเจาะสำหรับการ “สวมรอย” สินค้า ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนฉลาก บรรจุใหม่ หรือแม้แต่การนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบภายในประเทศเพื่อให้ดูเหมือนสินค้าภายใน

เบื้องหลังการสวมรอยนี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนฉลากบนกล่อง แต่มีขั้นตอนละเอียดระดับ “แต่งหน้าเปลี่ยนชุดใหม่” เช่น วัสดุแบตเตอรี่จากจีนที่ถูกนำเข้ามา “รีแพ็ค” ใหม่ พร้อมติดป้ายว่า Made in Korea หรืออีกเคสคือกล้องวงจรปิดที่มีมูลค่ากว่า 19.3 พันล้านวอน (ประมาณ 521.1 ล้านบาท) ที่แอบนำเข้าชิ้นส่วนจากจีน แล้วมาประกอบใหม่ในเกาหลีใต้ แล้วส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการควบคุมของอเมริกาต่อสินค้าจีนแบบเนียนๆ (หรือคิดว่าเนียน)

สงครามภาษีเปลี่ยนโลก ใครเนียนกว่าคนนั้นรอด

ลีกวางอู ผู้อำนวยการวางแผนการสอบสวนของศุลกากรเกาหลี กล่าวในงานแถลงข่าวว่า “เคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแล้วตั้งแต่สมัยแรกของทรัมป์ และตอนนี้เราก็เริ่มเห็นเค้าลางแบบเดิมอีกครั้ง” ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะเมื่อมีการตั้งกำแพงภาษีสูงลิ่ว จนสินค้าจากบางประเทศแทบจะเข้าตลาดไม่ได้ ก็ย่อมมี “ช่องทางเลี่ยง” ผุดขึ้นมาเป็นเรื่องปกติ มันก็เหมือนคุณสร้างกำแพงสูงหวังจะกันทุกอย่าง แต่สุดท้ายก็ยังมีคนขุดอุโมงค์ลอดไปอยู่ดี เพราะมันเป็นธรรมชาติของเกมแมวจับหนูในโลกการค้า

และแม้เกาหลีใต้จะอยู่ทีมเดียวกับสหรัฐฯ แต่ก็ใช่ว่าจะรอดพ้นน้ำมือ “พ่อค้าภาษี” อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ไปได้ เพราะล่าสุดเกาหลีใต้เองก็พึ่งโดนทรัมป์จัดหนักไปด้วยการขึ้นภาษี 25% แม้การขึ้นภาษีครั้งนี้จะถูกระงับชั่วคราว 3 เดือน แต่ก็สร้างแรงสั่นสะเทือนให้ภาคการส่งออกไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อคู่ค้าหลักอย่างจีนและสหรัฐฯ กำลัง “แตกหัก” ทางการค้าอย่างชัดเจน

ตอนนี้สำนักงานศุลกากรเกาหลีก็เลยต้องเร่งตั้งหน่วยเฉพาะกิจ มาจัดการกับพวกที่ปลอมแปลงสินค้า พร้อมเตรียมออกมาตรการเชิงรุกเพิ่มเติมเพื่อปกป้องบริษัทในประเทศ และนำสินค้าที่ตรวจพบว่ามีการปลอมแปลงส่งต่อให้อัยการดำเนินคดีต่อไป

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนออกมาเตือนว่า การสวมรอยนี้ไม่ใช่แค่การโกง แต่สะท้อนความล้มเหลวของระบบการค้าเสรี ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะกลายเป็น “การค้าเสรีเฉพาะคนที่ทรัมป์โอเค” ใครไม่ใช่? ก็โดนฟาดด้วยภาษีไป

สุดท้ายแล้ว ในโลกการค้าที่ภาษีกลายเป็นอาวุธ และคำว่า “แหล่งผลิต” กลายเป็นแค่สติ๊กเกอร์ที่ลอกแปะได้ตามสะดวก สิ่งที่ผู้บริโภคควรถามตัวเองอาจไม่ใช่แค่ว่า “เราซื้ออะไร?” แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า “จริงๆ แล้ว ของที่เราซื้อมาจากประเทศไหนกันแน่?” เพราะไม่แน่ว่าสินค้า Made in Korea ที่วางอยู่บนชั้นตอนนี้ อาจไม่ได้เกิดหรือเติบโตมาจากเกาหลีเลยด้วยซ้ำ แค่มาแวะเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่งหน้า แล้วเดินทางไปอเมริกาในนาม “สินค้าแดนกิมจิ” เท่านั้นเอง เพราะตอนนี้ “ต้นทางของสินค้า” มันวัดกันไม่ใช่ที่แผนที่ แต่วัดกันที่ว่า ใครเนียนกว่ากัน

ที่มา : CNBC

ชีวิตสั้น มัทฉะยืนยาว 🐈‍⬛🍵