เหตุการณ์แผ่นดินไหวส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของผู้คนเป็นวงกว้าง อีกทั้งยังสร้างบาดแผลทางจิตใจและความหวาดระแวงให้กับผู้คนที่อาศัยอยู่บนตึกสูง แต่นอกจากผลกระทบต่อชีวิตผู้คน เหตุการณ์แผ่นดินไหวยังสร้างผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าความสูญเสียเบื้องต้นที่เกิดขึ้นอาจคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจาก #การหยุดชะงัก หรือ #การเลื่อนออกไป ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และ #กำลังซื้อ ของประชาชนที่อาจลดลงเพราะคนต้องนำเงินที่ตนมีไว้จ่ายหากต้องมีการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย
.
หนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับบผลกระทบเต็ม ๆ คือโครงการที่พักอาศัย ‘คอนโดมีเนียม’ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่ายอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดฯ ในกรุงเทพอาจช้าลง ประกอบกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้อาจะทำให้ผู้คนตัดสินใจที่จะใช้แค่เพียงการ ‘เช่าอยู่’ กับคอนโดมากขึ้น
.
ตรงนี้ผู้เขียนขอแบ่งปันประสบการณ์ เนื่องจากคนรอบ ๆ ตัวที่เจอ ‘คอนโดร้าว’ ต่างมีทัศนคติต่อการเป็นเจ้าของห้องในอนาคตเปลี่ยนไป จากที่เคยอยากเป็นเจ้าของ หลายคนเริ่มมีความคิดที่จะเป็นเพียงผู้เช่าให้เห็นมากขึ้น (ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรร้ายแรงอีกก็เปลี่ยนคอนโดไปเรื่อย ๆ)
.
กลับมาที่รายงาน จากข้อมูลของ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) ระบุว่าปัจจุบันจำนวนอาคารชุดสะสมรอขายในกรุงเทพ มีถึง 65,000 หน่วย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 375,000 ล้านบาท เหตุการณ์นี้อาจทำให้ยอดนี้ค้างไปอีกซักพัก มีแนวโน้มที่จะระบายออกยากขึ้น
.
ผลกระทบทางเศรษฐกิจอีกหนึ่งขาที่กรุงเทพและประเทศไทยจะต้องเผชิญคือ ภาคการท่องเที่ยว จากเดิมที่ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากจีน และนักเดินทางหลาย ๆ ประเทศลดลง เช่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ สถานการณ์นี้จะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยลดลงไปอีก และในเร็ว ๆ นี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยก็จะทำการประมาณการตัวเลขนักท่องเที่ยวใหม่อีกครั้ง (มีแนวโน้มลดลง)
.
หากประเมินความเสียหายเป็นตัวเลข เหตุการณ์แผ่นดินไหวนี้จะส่งผลกระทบต่อ GDP ไทยราว ๆ 0.06% และจะทำให้ตัวเลขการประมาณการเศรษฐกิจไทยจากที่ต่ำอยู่แล้ว (คาดการณ์ 2.4%) อาจจะลดลงมาอีก ผู้เขียนขอพาไปดูผลกระทบที่เกี่ยวกับตัวเลขอีกหนึ่งขา นั่นคือภาคการเงิน
.
อย่างที่กล่าวไปในช่วงแรก แผ่นดินไหวไม่อาจกระทบแค่กับชีวิตมนุษย์ แต่ส่งผลกระทบไปถึงด้านอื่น ๆ รวมถึงการเงินด้วย ภายหลังการเหตุแผ่นดินไหวเราเริ่มเห็นสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เริ่มมีการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ให้เห็น แต่จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เหตุการณ์นี้จะไปกดดันภาพรวมของสินเชื่อในไทย
.
หรือแม้แต่เหตุแผ่นดินไหวนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณภาพหนี้ของภาคอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่จากเดิมมีแนวโน้มถดถอยอยู่แล้ว จะถดถอยมากกว่าเดิม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังประเมินว่าสัดส่วน NPLs ของระบบแบงก์มีโอกาสปรับสูงขึ้นอีกด้วย
.
ทั้งหมดนี้คือความเสีบหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากทั้งผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากเหตุแผ่นดินไหวสะเทือนกรุง ที่อาจคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท
ที่มา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
