ท่ามกลางความปั่นป่วนจากนโยบายเศรษฐกิจสุดโต่งของสหรัฐฯ หลายประเทศกำลังดิ้นรนหาทางเอาตัวรอด แต่สำหรับอินเดีย นี่คือช่วงเวลาที่โอกาสเปิดกว้างอย่างไม่คาดคิด ขณะที่ประเทศอื่นเร่งตั้งรับ อินเดียกลับก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

สงครามภาษีของทรัมป์ผลักนักลงทุนจากจีนสู่แดนภารตะ

สหรัฐฯ ภายใต้การกลับมาของทรัมป์ ได้เปิดศึกการค้ากับนานาประเทศ พร้อมเสิร์ฟภาษีในระดับทำเอาเวียดนามถึงกับหน้าชา แต่กลับลดมือให้อินเดียเสียอย่างนั้น ภาษีสินค้าจากอินเดียอยู่ที่แค่ 26% เทียบกับ 46% ที่เวียดนามโดนเข้าไป เหมือนจะบอกว่า “อินเดีย เธอคือคนพิเศษ”

แม้เศรษฐกิจโลกจะสะดุด แต่อินเดียยังยืนได้อย่างมั่นคง และคาดว่า GDP ปีนี้จะเติบโตกว่า 6% สูงสุดในบรรดาเศรษฐกิจหลักของโลก ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเพราะตลาดภายในที่ใหญ่มโหฬารถึง 1.4 พันล้านคน ทำให้อินเดียกลายเป็นขุมทรัพย์ที่แม้แต่สหรัฐฯ ก็ยากจะเมิน

ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจที่ได้แรงหนุนจากภายใน แต่ความสัมพันธ์ระดับ “ซี้เก่า” ระหว่างโมดีกับทรัมป์ก็กลายเป็นกุญแจทองคำ เมื่อรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจ.ดี. แวนซ์ เดินสายถึงนิวเดลีเพื่อกระชับสัมพันธ์กับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงในท่าทีของสหรัฐฯ ที่เหมือนจะหันมาคบหากับอินเดียอย่างจริงจัง ท่ามกลางบรรยากาศที่จีนถูกตั้งแง่เป็น “ตัวร้าย” อย่างออกนอกหน้า

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นอินเดียก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน ดัชนี Nifty 50 พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน ค่าเงินรูปีแข็งค่าขึ้น อินเดียไม่เพียงแต่รอดพ้นแรงกระแทกจากภาษีของทรัมป์ แต่ยังดูเหมือนจะพร้อมเป็นศูนย์รวมใหม่ของเงินลงทุนและการผลิตโลก

อินเดียโอกาสใหม่ในโลกที่ไม่รอจีนอีกต่อไป

ด้านบริษัทระดับโลกหลายแห่งก็เริ่มหนีตายจากความวุ่นวายแล้ววิ่งเข้าใส่อินเดีย Air India จ่อซื้อเครื่องบิน Boeing ที่จีนเมินใส่ Google ก็ขยับย้ายฐานผลิต Pixel มาอินเดีย ส่วน Apple ไม่รอช้า เตรียมผลิต iPhone ในอินเดียเต็มรูปแบบ

ธนาคารและกองทุนต่างชาติก็ทยอยย้ายขบวนกันเข้ามา UBS โอนธุรกิจบริหารความมั่งคั่งมายังบริษัทอินเดีย ส่วน Permira Holdings ถึงกับปิดสำนักงานในฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ แล้วหอบหิ้วทีมงานมาสิงสู่อินเดียแทน บ่งบอกถึง “กลิ่นอนาคต” ที่หอมหวาน

แม้จะมีบาดแผลในอดีตบ้าง ทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับรัสเซีย หรือกรณีที่อินเดียโดนกล่าวหาว่าพัวพันกับการสังหารนักเคลื่อนไหวต่างแดน แต่ทำเนียบขาวยุคทรัมป์ 2.0 ก็เลือกหลับตาข้างหนึ่ง เพราะเป้าหมายใหญ่คือการเขี่ยจีนออกจากเวทีโลกให้ได้

แน่นอนว่า อนาคตยังไม่แน่นอน ทรัมป์เคยเหน็บอินเดียว่าเป็น “ราชาแห่งภาษี” และเคยหงุดหงิดที่ Harley-Davidson ต้องดิ้นรนในแดนภารตะ แต่ในโลกที่ทุกอย่างวุ่นวาย อินเดียดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ “ดีพอ” สำหรับสหรัฐฯ ที่ต้องการเพื่อนใหม่ไว้ถ่วงน้ำหนักจีน

แม้อินเดียยังมีจุดอ่อนในภาคการผลิต ตั้งแต่กฎหมายแรงงานที่แข็งทื่อ ไปจนถึงระบบราชการที่ขับเคลื่อนด้วยกระดาษและตรายาง แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ได้มี “ข้อห้ามพูด” เยอะจนคนลงทุนรู้สึกเหมือนเล่นบอร์ดเกมที่เปลี่ยนกติกาทุกเช้า

ที่มา Bloomberg NIKKEI Asia

ชีวิตสั้น มัทฉะยืนยาว 🐈‍⬛🍵