แผ่นดินไหวที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย แม้จะไม่รุนแรงเท่ากับที่เมียนมา แต่ก็ทำให้หลายคนตกใจและรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะเราไม่คุ้นชินกับภัยธรรมชาตินี้ บ้านเรือนและอาคารส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รับมือกับแรงสั่นสะเทือน และคนจำนวนมากก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวแบบนี้

แค่แรงสั่นเบาๆ ยังทำให้เกิดความวุ่นวายขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ล่ะ? เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าเรายังไม่พร้อมแค่ไหน และยิ่งทำให้มองเห็นความต่างของประเทศอย่างญี่ปุ่นที่ต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวแทบทุกวัน ที่นั่นแผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่เป็นภัยที่ต้องเตรียมรับมืออยู่เสมอ

เศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจพังพินาศ หากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง

เมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานล่าสุดมาจากรัฐบาลญี่ปุ่น ในรายงานระบุว่า หากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ตรงร่องลึกนันไค (Nankai Trough) อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 270.3 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 66.2 ล้านล้านบาท คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่น

ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด รัฐบาลคาดการณ์ว่าแผ่นดินไหวขนาด 9.0 ตามมาตราริกเตอร์ในพื้นที่ดังกล่าว อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 298,000 คน สาเหตุหลักมาจากสึนามิและอาคารถล่ม โดยเฉพาะหากเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลากลางดึกของฤดูหนาวที่อากาศหนาวเย็น การอพยพจะเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจมีผู้พลัดถิ่นมากถึง 1.23 ล้านคน หรือประมาณ 1% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ยากต่อการช่วยเหลือและดูแลผู้ประสบภัยจำนวนมาก

ภัยแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น วงจรที่ไม่มีวันสิ้นสุด?

ญี่ปุ่นคือหนึ่งในประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยที่สุดในโลก สาเหตุไม่ใช่เพราะโชคชะตาเล่นตลก แต่เพราะประเทศนี้ตั้งอยู่บนแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกหลายแผ่น โดยเฉพาะบริเวณ “ร่องลึกนันไค (Nankai Trough)” ซึ่งเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกฟิลิปปินส์ค่อยๆ มุดตัวลงใต้แผ่นยูเรเซีย

แรงดันสะสมใต้ผิวโลกนั้น ไม่ต่างจากสปริงที่ถูกกดทับไว้นานหลายทศวรรษ แล้วจู่ๆ ก็ระเบิดแรงออกมาในรูปแบบของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ ซึ่งตามสถิติแล้วมักจะเกิดขึ้นทุกๆ 100-150 ปี และหากนับเวลาดู “หายนะครั้งต่อไป” ก็อาจจะอยู่ไม่ไกลจากตอนนี้นัก

บทเรียนจากปี 2011 ภัยพิบัติที่ไม่มีวันลืม

หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ขนาด 9.0 ในปี 2011 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 15,000 ราย ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิถล่มชายฝั่ง และลากญี่ปุ่นเข้าสู่วิกฤตนิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะ ความสูญเสียครั้งนั้นกลายเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ที่รัฐบาลญี่ปุ่นรู้ตัวดีกว่าไม่อาจปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง

เพื่อเตรียมรับมือภัยพิบัติ รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศแผนการลงทุนครั้งใหญ่ มูลค่ากว่า 20 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท โดยงบประมาณนี้เพิ่มขึ้นจากช่วง 5 ปีก่อนหน้าถึง 5 ล้านล้านเยน แผนนี้มีเป้าหมายหลักคือเสริมความแข็งแกร่งให้กับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงอาคารให้ต้านทานแผ่นดินไหว เพิ่มประสิทธิภาพระบบป้องกันสึนามิ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน

รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าต้องการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวลง 80% และลดความเสียต่ออาคารลง 50% ภายใน 10 ปี แต่ความจริงกลับไม่ง่ายขนาดนั้น แม้เวลาจะผ่านมานานกว่าทศวรรษนับตั้งแต่เหตุการณ์ฟุกุชิมะ แต่ญี่ปุ่นยังคงมีอาคารอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับการปรับปรุงให้แข็งแรงพอตามมาตรฐานใหม่ที่กำหนดไว้ การขาดการปรับปรุงนี้ทำให้ “เป้าหมายสำคัญของชาติ ยังดูห่างไกล”

ศาสตราจารย์นาโอยะ เซกิยะ จากมหาวิทยาลัยโตเกียว เตือนว่า การเตรียมรับมือแผ่นดินไหวไม่ควรพึ่งพาแค่โครงสร้างที่แข็งแรง แต่ต้องคำนึงถึงพฤติกรรมของผู้คนด้วย เพราะต่อให้อาคารไม่ถล่ม หากประชาชนไม่รู้วิธีอพยพ หรือไม่ตื่นตัวเมื่อมีสัญญาณเตือน ความสูญเสียก็ยังเกิดขึ้นได้เหมือนเดิม เขาย้ำว่า หลังเหตุการณ์ปี 2011 ความเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติและการเตรียมพร้อมในระดับชุมชนคือปัจจัยสำคัญที่ต้องไม่มองข้าม

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มงบประมาณครั้งนี้ก้ไม่พ้นเสียงวิพากวิจารณ์ บางฝ่ายมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลในการดึงคะแนนนิยมจากกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง ก่อนถึงการเลือกตั้งวุฒิสภา ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมก่อสร้างเองก็กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้โครงการบางส่วนล่าช้าออกไปหลายปี

ท่ามกลางความคาดหวัง เสียงวิจารณ์ และข้อจำกัดที่มากมาย สิ่งหนึ่งที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือ ไม่มีใครรู้ว่าแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จะมาเมื่อไร สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ เตรียมให้พร้อมที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อปกป้องชีวิตของประชาชน เศรษฐกิจของชาติ และความหวังที่จะไม่ต้องเผชิญโศกนาฏกรรมแบบเดิมอีกครั้ง

ที่มา Kyodo News Reuters CNA

ชีวิตสั้น มัทฉะยืนยาว 🐈‍⬛🍵