ช่วงนี้คงไม่มีใครไม่เห็นข่าวเรื่อง โดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าขึ้นภาษีสินค้านำเข้าแบบไม่ไว้หน้าใคร เรียกได้ว่าขึ้นเอาๆ เหมือนแจกใบสั่ง ใครทำตัวไม่ถูกใจ โดนหมด และใช่ ไทยเองก็ไม่รอด ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีของทรัมป์ด้วย
แต่ถ้าถามว่า ใครโดนหนักสุด? คำตอบคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า “จีน” คือเป้าหมายเบอร์หนึ่ง ที่โดนเก็บภาษีสูงถึง 125% จากสหรัฐ (ปัจจุบัน ขึ้นเป็น 145% แล้ว) ทั้งที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ
คำถามคือ ทำไม? ทำไมจีนถึงตกเป็นเป้าหมายหลักของทรัมป์ เป็นเพราะความขัดแย้งที่สั่งสมมานาน? หรือเพราะจีนกำลังกลายเป็นประเทศมหาอำนาจที่ทำให้สหรัฐฯ รู้สึกไม่ปลอดภัย?
บางที นี่อาจไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่มันเกมอำนาจบนเวทีโลก หรือสหรัฐฯ อาจกำลังกลัวว่าจีนกำลังขึ้นมาเป็น “มหาอำนาจโลก” คนใหม่?
เมื่อภาษีกลายเป็นอาวุธ สหรัฐฯ กับการเปิดฉากสงครามการค้า
สหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังใช้ “ภาษี” เป็นอาวุธหลักอีกครั้ง สาเหตุเกิดจากทรัมป์มองว่าระบบการค้าเสรี “ไม่ยุติธรรม” โดยเฉพาะกับประเทศจีน ที่ได้รับประโยชน์เกินควรจากการปิดตลาดไม่ให้บริษัทต่างชาติเข้ามาแข่งขันในจีน และส่งออกสินค้าราคาถูกจนทำให้ฐานการผลิตของสหรัฐฯ พังทลาย
การขึ้นภาษีจึงอาจเป็นการกดดันให้เกิดความเสมอภาคทางการค้า จึงเริ่มต้นด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกในอัตราเบื้องต้น 10% เพื่อส่งสัญญาณว่าทุกประเทศต้องกลับมาเจรจาข้อตกลงใหม่ แต่กับจีน กลับเป็นอีกเรื่อง เพราะทรัมป์สั่งขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเป็น 125% อย่างไม่ไว้หน้า
ทรัมป์ให้เหตุผลว่า การขึ้นภาษีครั้งนี้ เป็นการตอบโต้การที่จีนประกาศเก็บภาษี 84% (ปัจจุบัน ขึ้นเป็น 125% แล้ว) กับสินค้าสหรัฐฯ ซึ่งเขามองว่าเป็น “การดูหมิ่น” แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจไม่ใช่แค่การตอบโต้ธรรมดา แต่คือ ความพยายามในการเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจโลกทั้งใบ
เป้าหมายเดิมไม่เปลี่ยน ล้มจีนและตั้งคำถามต่อเสรีการค้า
ทรัมป์เคยกล่าวว่า “เราไม่มีเวลาเพียงพอที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งเรากำลังทำอยู่ในตอนนี้” ซึ่งชี้ชัดว่า เขาไม่เคยลืมเป้าหมายเดิมเลย นั่นคือการ ล้มระบบการค้าระหว่างประเทศที่หมุนรอบจีน ในฐานะ “โรงงานของโลก” และการท้าทายแนวคิดที่ว่า “การค้าเสรีคือสิ่งดี”
สำหรับทรัมป์ จีนไม่ใช่แค่ “คู่ค้า” แต่คือ “คู่แข่งที่ได้เปรียบ” และทำให้สหรัฐฯ เสียฐานการผลิต สูญเสียงาน และอำนาจทางเศรษฐกิจถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีหลังเปิดประเทศ เศรษฐกิจจีนเติบโตแบบก้าวกระโดด จนแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของ Rolls Royce, General Motors และ Volkswagen นอกจากนี้ จีนยังคงผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ถึง 60% ของโลก และแบตเตอรี่ถึง 80% มาจากบริษัทจีนเอง
ภาษี 125% จะเปลี่ยนเกมได้จริงหรือ?
คำถามสำคัญก็คือ ภาษีที่สูงลิ่วนี้จะได้ผลจริงหรือ? หรือเป็นแค่การ “ประกาศศักดา” จากทรัมป์เพื่อสร้างแรงกดดัน
เพราะถ้าคิดว่าจีนจะรีบเข้ามาเจรจา อาจต้องคิดใหม่ เนื่องจากระบบเศรษฐกิจแบบเน้นการส่งออก และยังมีอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่คอยควบคุมข้อมูล การสื่อสาร และไม่เปิดตลาดให้บริษัทเทคโนโลยีจากตะวันตกเข้าไปแข่งขันได้อย่างเสรี การเจรจาอาจไม่ใช่คำตอบที่จีนสนใจ
สุดท้ายแล้ว ถ้าภาษีไม่ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรอง แต่อีกฝั่งมองว่าเป็นแค่ “กำแพง” ที่สร้างขึ้นมาเพื่อขัดขวางกันโดยตรง โลกก็อาจกำลังเข้าสู่ “สงครามเย็นทางเศรษฐกิจ” อย่างเต็มรูปแบบ ที่ไม่มีใครเชื่อในความร่วมมืออีกต่อไป
ที่มา
bbc yahoo news


