‘มิตรภาพ’ หรือ ‘หมากล้อม’

หลังจากที่สหรัฐฯ และจีนแลกหมัดภาษีกันอย่างดุเดือดในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝ่ายหนึ่งตั้งกำแพงภาษีสูงลิ่ว อีกฝ่ายก็โต้กลับทันควัน ไม่มีใครยอมใคร ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนที่ส่งตรงถึงเศรษฐกิจทั่วโลก ล่าสุด จีนขยับหมากใหม่ เปิดฉาก “ทัวร์ไมตรี” ลงพื้นที่อาเซียนด้วยตัวเอง

ประธานาธิบดีเตรียมเยือนเวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา โดยภารกิจนี้ถูกมองว่าเป็น “หมากสำคัญ” ของจีนที่ต้องการใช้โอกาสนี้บอกกับโลกว่า จีนยังคงเป็นพาร์ทเนอร์ที่มั่นคงและไว้ใจได้ ต่างจากบางประเทศที่เปลี่ยนนโยบายทุกลมหายใจ จนประเทศเพื่อนบ้านตั้งรับไม่ทัน

เกมที่ทุกประเทศต้องเลือกข้างอย่างระมัดระวัง

ขณะที่อเมริกาเพิ่งประกาศเพิ่มภาษีสินค้าจีนสูงถึง 145% จีนก็ตอบโต้ด้วยภาษี 125% สงครามการค้าในรอบนี้จึงไม่ได้ส่งผลกระทบแค่สองชาติมหาอำนาจ แต่ลุกลามมายังประเทศอาเซียนที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

โดยหนึ่งในนั้นคือ เวียดนามและกัมพูชาที่พึ่งพาการส่งออกอย่างมาก การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ เปรียบเสมือนระเบิดลูกใหญ่ โดยเวียดนามโดนไป 46% กัมพูชาโดน 49% กระทบหนักโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่เลี้ยงคนกว่า 750,000 ชีวิต แม้แต่ “ผู้ชนะ” จากสงครามการค้ารอบก่อนอย่างเวียดนาม ก็เริ่มสั่นคลอน

เพื่อลดแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา เวียดนามจึงรีบส่งรองนายกรัฐมนตรี โฮ ดึ๊ก ฟอก (Ho Duc Phoc) บินด่วนไปวอชิงตัน เสนอจะ “ลบภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ” ทั้งหมด พร้อมรับปากจะซื้อสินค้าอเมริกันเพิ่ม ตั้งแต่ของใช้ยันของทหาร เพื่อหวังลดแรงกดดันจากมาตรการใหม่

ในขณะที่เวียดนามกำลังหาทางเจรจากับสหรัฐฯ สี จิ้นผิงก็มาพร้อมข้อเสนอแน่นมือ คาดว่าระหว่างเยือนเวียดนามจะมีข้อตกลงความร่วมมือเป็นสิบๆ ฉบับ โดยเฉพาะด้านการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การพัฒนาเครือข่ายรถไฟ ซึ่งจะเป็นอีกหมากสำคัญที่ช่วยเสริมบทบาทของจีนในภูมิภาค

นอกจากนี้ กัมพูชาเองที่แม้จะถูกมองว่าเป็น “พันธมิตรแน่นแฟ้น” กับจีน ก็ยังจำเป็นต้องเร่งเปิดโต๊ะเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาทางลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ เพราะ 25% ของ GDP มาจากการส่งออกไปสหรัฐฯ ขณะที่มาเลเซียเองก็ใช้จังหวะนี้ในการฟื้นความสัมพันธ์กับจีน หวังบรรเทาผลกระทบจากภาษีลูกใหม่ของอเมริกา

สินค้าจีนทะลัก? ความเสี่ยงใหม่ที่อาเซียนต้องเผชิญ

อาเซียนในเวลานี้จึงไม่ต่างจากเวทีใหญ่ ที่กำลังตกเป็นสมรภูมิทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ การจะเอนข้างใดข้างหนึ่งอาจนำมาซึ่งผลกระทบระยะยาว จึงต้องเดินเกมอย่างระมัดระวัง

เวียดนามเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการ “เดินบนเส้นด้าย” อย่างระมัดระวัง เลือกใช้ยุทธศาสตร์สายกลางในการรักษาความสัมพันธ์ทั้งกับจีนและสหรัฐฯ เพราะจีนคือผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่สหรัฐฯ ยังเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง คิดเป็นกว่า 30% ของ GDP เวียดนามจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรักษาสมดุลระหว่างสองขั้วอำนาจนี้ให้ได้

แต่สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลไม่ใช่แค่เกมการเมืองระดับโลก หากยังรวมถึงผลกระทบที่เริ่มชัดเจนในระดับเศรษฐกิจ เช่น สินค้าจีนที่อาจทะลักเข้าสู่อาเซียนด้วยราคาที่ต่ำลง หลังถูกกันด่านจากตลาดสหรัฐฯ แนวโน้มเช่นนี้อาจกระแทกใส่อุตสาหกรรมท้องถิ่นแบบไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะในประเทศที่ระบบเศรษฐกิจยังเปราะบาง

หรือนี่คือแผนของจีนที่กำลังวางหมากล้อมภูมิภาคอย่างเงียบๆ และชาญฉลาด ใช้การทูต การลงทุน และความสัมพันธ์เก่าเก็บ สร้างภาพตัวเองให้เป็นผู้เล่นที่มีเหตุผล ท่ามกลางสนามที่อารมณ์เริ่มมาแรงกว่านโยบาย

แล้วไทยล่ะ? อยู่ตรงไหนในกระดานหมากรุกนี้? หรือเรายังอยู่ในโหมด “รอดูไปก่อน” แบบไม่แน่ใจว่าจะยกมือให้ฝั่งไหน?

การทูตแบบ “สายกลาง” แต่ไม่มีแผนสำรอง จะพาไทยไปถึงฝั่งฝันได้จริงหรือ? หรือสุดท้ายเราจะกลายเป็นแค่ทางผ่านของสินค้าจีน และสนามทดลองภาษีรอบใหม่จากอเมริกา?


ที่มา The Guardian

ชีวิตสั้น มัทฉะยืนยาว 🐈‍⬛🍵