การดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือต้นทุน บางบริษัทรายได้ต่อปีเยอะมาก แต่พอหักลบค่าดำเนินงานต่าง ๆ ไปแล้วกลับขาดทุนซะอย่างงั้น พอไปเพ่งเล็งในงบการเงินดูดี ๆ ก็อ้าว ต้นทุนนี่แหละที่บริษัทต้องแบกเยอะมากจนทำให้บริษัทชวดกำไร

ต้นทุนที่เจ้าของธุรกิจต้องเจอมีตั้งแต่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเงินเดือนพนักงาน ค่าวัตถุดิบอุปกรณ์ และอีกหลายค่าที่พร้อมกลับมาฆ่าเจ้าของกิจการตอนทำสรุปยอดบัญชีในทุก ๆ ไตรมาส เช่นนั้น บทความนี้จะขอโกอินเตอร์ บินข้ามน้ำข้ามทะเล พาไปสำรวจหนึ่งในต้นทุนที่เป็นฟันเฟืองหลักที่ทุกธุรกิจต้องจ่ายคือ ‘ต้นทุนแรงงาน’ ของบรรดาประเทศยุโรป

(ต้นทุนแรงงาน เช่นค่าจ้างรายวัน รายชิ้น รายเดือน หรือรายปี ที่ผู้ประกอบการจ่ายเพื่อให้เกิด outcome ทางอุตสาหกรรมนั้น ๆ)

ต้นทุนแรงงานในกลุ่มประเทศยุโรปเป็นอย่างไรกันบ้าง ? ประเทศไหนจ่ายมาก-จ่ายน้อย จ่ายเท่าไหร่ และแต่ละประเทศที่หยิบยกมาคุยกันเขามีแนวคิดอย่างไรเรื่องต้นทุนแรงงาน

สำนักข่าว EURO NEWS รายงานว่าช่องว่างระหว่าง ‘ต้นทุนแรงงานที่สูงที่สุด’ กับ ‘ต้นทุนแรงงานที่ต่ำที่สุด’ ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปห่างกันมากกว่า 5 เท่า ซึ่งกลุ่มประเทศที่อยู่ในบริเวณยุโรปตอนเหนือและยุโรปตะวันตกมีแนวโน้มที่จะมีต้นทุนค่าแรงงานที่สูงกว่าพื้นที่อื่น ๆ เช่น

  • ลักเซมเบิร์ก มีต้นทุนแรงงานรายชั่วโมง 55 ยูโร (ราว 2,059.86 บาท)
  • นอร์เวย์ มีต้นทุนแรงงานรายชั่วโมง 53.7 ยูโร (ราว 2,011.17 บาท)
  • ไอซ์แลนด์ มีต้นทุนแรงงานรายชั่วโมง 53 ยูโร (ราว 1,984.96 บาท)
  • เดนมาร์ก มีต้นทุนแรงงานรายชั่วโมง 50.1 ยูโร (ราว 1,876.35 บาท)

แนมโน้มนี้เป็นมากกว่าความบังเอิญ ‘ดร.อักเนียสกา เปียสนา’ นักวิจัยแห่งสถาบันสหภาพแรงงานยุโรป (ETUI) ระบุว่าพื้นที่ที่แตกต่างกันแม้จะอยู่ในกลุ่มสหภาพเดียวกันก็มีผลทำให้ต้นทุนค่าแรงต่างกัน อาจารย์อธิบายเพิ่มว่าประเทศในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก (CEE) และยุโรปใต้จะมีต้นทุนแรงงานและระดับค่าจ้างต่ำที่สุด

ซึ่งเรื่องนี้เองที่ ‘ดร.โซติเรีย ธีโอโดโรปูลู’ หัวหน้าฝ่ายด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน และนโยบายสังคมของสหภาพแรงงานยุโรป อธิบายเพิ่มเติมว่าเป็นเพราะปัจจัยด้าน Purchasing power standard (PPS) หรือ หน่วยเงินเทียมทางทฤษฎีที่ 1 PPS จะใช้ซื้อสินค้า/บริการ ใด้ในปริมาณเท่ากันในแต่ละประเทศนั้นต่างกัน เช่น เราอาจใช้ 1 PPS ซื้อส้มได้ 3 ลูกที่ลักเซมเบิร์ก แต่ถ้าเราใช้ 1 PPS เท่ากันในอิตาลี เราอาจซื้อส้มได้แค่ 1 ลูก ความต่างตรงนี้ทำให้ต้นทุนแรงงานในแต่ละประเทศต่างกัน

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ต้นทุนค่าแรงงานในแต่ละพื้นที่ต่างกันคือ ‘ต้นทุนที่ไม่ใช่ค่าจ้าง’ ดร.โซติเรีย อธิบายว่ามันคือ หลักประกันสังคมและผลประโยชน์ที่ประชาชนในประเทศพึงได้รับ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของ Mindset ของผู้กำกับนโยบายของประเทศนั้น ๆ

อีกหนึ่งนักวิชาการที่ออกมาอธิบายเรื่องนี้เพิ่มคือ ‘จูเลีย เดอ ลาซซารี’ นักเศรษฐศาสตร์จากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ จูเลียตั้งข้อสังเกตว่าระบบของประเทศที่ถูกออกแบบมาเพื่อแรงงาน เช่น การคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของแรงงานที่หลากหลาย ระยะเวลาลาคลอด วันลาป่วยที่ยาวนาน วันหยุดพักร้อนแบบจัดเต็ม ฯลฯ ล้วนส่งผลต่อต้นทุนแรงงานทั้งสิ้น

ถ้าอธิบายให้เห็นภาพ

ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่าง ‘ฝรั่งเศส’ ประเทศที่มีระบบคุ้มครองแรงงานและให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์ของแรงงานสูงมากๆ และ ‘ลักเซมเบิร์ก’ ประเทศที่ไม่ได้ถูกขนานนามเรื่องการคุ้มครองแรงงานเท่าฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสถูกประเมินว่า นายจ้างจะมีสัดส่วนต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายเพื่อสิทธิประโยชน์ของแรงงานสูงถึง 32% ของต้นทุน เป็นอันดับที่ 1 ของยุโรป ทว่าถ้าไปย้อนดูที่ต้นทุนแรงงานรายชั่วโมงของฝรั่งเศสจะอยู่ที่เพียง 43 ยูโรต่อชั่วโมง (ราว 1,600 บาท) เป็นอันดับ 8 ของยุโรป

กลับกัน ลักเซมเบิร์ก ที่มีต้นทุนแรงงานมากสุดในยุโรป (55 ยูโร ต่อชั่วโมง) ผู้ประกอบการกลับมีต้นทุนที่ไม่ใช่ค่าจ้างให้พนักงานเพียง 12% เป็นอันดับที่ 26 จาก 30 อันดับของยุโรป

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงงานสูง จ่ายค่าจ้างสูง ก็มีไปเพื่อชดเชยกับสิทธิประโยชน์ของแรงงานที่อาจไม่ได้มีมากนัก เนื่องจากมีระบบที่ไม่ได้ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ของแรงงาน กลับกันฝรั่งเศสที่มีความเข้มงวดกับสิทธิประโยชน์ของพนักงาน นายจ้างก็จะจ่ายเงินเพื่อสิทธิประโยชน์ของแรงงานสูง แต่ก็จะมีต้นทุนค่าแรงที่ลดหลั่นลงมา

(ให้นึกภาพของคานกระดก ที่ฝั่งซ้ายเป็นต้นทุนค่าแรง ฝั่งขวาเป็นต้นทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ของแรงงาน ถ้าข้างใดข้างหนึ่งหนัก อีกข้างก็จะเบาและถูกยกให้ลอยสูงขึ้น)

นอกจากนี้ จูเลียยังอธิบายเพิ่มเติมว่าไม่ว่าจะโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สถาบันของแรงงาน สหภาพแรงงาน และค่าครองชีพของประเทศก็มีผลต่อต้นทุนค่าแรงของแต่ละประเทศในยุโรปเหมือนกัน เช่น เราเคยเห็นสหภาพแรงงานของโบอิ้งให้พนักงานหยุดงานเพื่อประท้วงบริษัทโบอิ้ง โดยมีข้อเรียกร้องเรี่องการขึ้นค่าแรง (ตัวอย่างนอกยุโรป)

มาถึงตรงนี้ ผู้เขียนมีทัศนคติเชิงบวกต่อแนวคิดการบาลานซ์ระหว่าง ‘ต้นทุนที่ไม่ใช่ค่าจ้าง’ และ ‘ต้นทุนค่าแรงงาน’ อย่างมาก ซึ่งคงเป็นเรื่องดีถ้าบ้านเรานำมาใช้บ้าง ถ้าในเมื่อประเทศเราไม่ได้มีสวัสดิการหรือมีระบบที่เอื้อประโยชน์ต่อแรงงานมากนัก ประกันสังคมเอาเงินผู้ประกันตนไปทำปฏิทิน และลงทุนในธุรกิจอะไรก็ไม่รู้

เช่นนั้นประเทศเราก็ควรจะมีค่าจ้างที่สมน้ำสมเนื้อเพื่อทดแทนกับสิทธิประโยชน์ที่แรงงานควรจะมี

และทั้งหมดนี้คือแนวคิดเรื่องต้นทุนค่าแรงงานที่ Reporter Journey หยิบมาเล่าให้ฟัง และในส่วนของประเทศไหน นายจ้างมีต้นทุนค่าแรงงานเท่าไหร่ ? สามารถรับชมได้จากรูปประกอบบทความนี้ (หน่วยยูโร)

อ้างอิง
euro news
eurostat
Investopedia

เด็กหนุ่มจากราชบุรี ที่ยังคงลองผิดลองถูกเสมอมา