การพลาดแชมป์ยูโรปาลีกในฤดูกาลนี้ของ “แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด” ในมุมของสาวกผีแดงแล้ว อาจรู้สึกผิดหวัง(จนชินชา) กับการที่ทีมรักไม่สามารถคว้าแชมป์ที่ในรายการใหญ่อีกรายการได้อีกแล้ว แถมยังพลาดตั๋วเข้าร่วมศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก (UCL) ที่เป็นความหวังสุดท้ายของสโมสรในการเล่นถ้วยใบใหญ่ของยุโรปในฤดูกาลหน้า ถ้าจะบอกว่าแฟนผีไม่เซ็งก็คงจะโกหกตัวเองน่าดู
แต่ในมุมธุรกิจแล้วการที่แมนฯ ยูไนเต็ด พลาดครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างร้ายแรง ท่ามกลางวิกฤตทางการเงินของสโมสรที่ไม่มีทีท่าว่าจะแก้ปัญหาได้ และเหมือนยิ่งพยายามแก้ยิ่งแย่ ยิ่งพายเรือวนในอ่าง ทำให้สถานการณ์ไม่ดีขึ้นแล้ว ยังแย่ลงอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่เป็นภาพสะท้อนได้ชัดเจนคือ หุ้น MANU ซึ่งซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นิยอร์ก (NYSE) เมื่อ 22 พฤษภาคม ร่วงลงไป -8.01% ก่อนปิดการซื้อขายที่ -8.60% ราคาหุ้นของสโมสรที่ซื้อขายล่าสุดอยู่ที่ 13.56 ดอลลาร์ ต่ำกว่าราคา IPO ในปี 2012 ที่ 14 ดอลลาร์ ใกล้หลุดแนวรับสำคัญ ส่งผลให้มูลค่าตลาดลดลงเหลือประมาณ 2,300 ล้านดอลลาร์ หรือราว 75,009 ล้านบาท
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อสโมสรไม่ได้เข้าร่วมในศึกถ้วยใหญ่ของยุโรป ก็ยังทำให้สโมสรสูญเสียรายได้ราว 100 ล้านปอนด์ หรือราว 4,389 ล้านบาท เพราะทั้งเงินสปอนเซอร์โดยเฉพาะเจ้าใหญ่สุดอย่าง Adidas ที่ติดอยู่บนหน้าอกเสื้อของนักเตะอาจจะลดเงืนสนับสนุนลง 50% ซึ่งรวมไปถึงสปอนเซอร์เจ้าอื่นๆ ที่จะทยอยลดเงินสนับสนุนตามมา ยังไม่รวมค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ค่าตั๋วเข้าชมที่สนาม และรายได้จากการจำหน่ายสินค้าที่ระลึกจะหายไป อาจทำให้สูญเสียรายได้ 15-25 ล้านยูโร หรือ 443-554 ล้านบาท ซึ่งผลที่ตามมาอาจทำให้ค่าเดินทาง ค่าบริหารจัดการ และค่าเหนื่อยของนักเตะก็ถูดตัดลดลงตามไปด้วย
การที่แมนฯ ยูไนเต็ดไม่ได้เข้ายูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ถือว่าเป็นความวิบัติร้ายแรง เพราะถือว่าเงินรายได้ที่ได้จากการเข้าร่วมนั้นเป็นเม็ดเงินจำนวนไม่น้อยขั้นต่ำก็ราว 60 ล้านยูโร หรือ 2,216 ล้านบาทต่อฤดูกาล และตัวเลขรายได้จะเพิ่มขึ้นหากทีมสามารถเข้ารอบลึกได้ๆ ซึ่งอาจจะมากถึง 80-100 ล้านยูโร หรือราว 2,955 – 3,694 ล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่งมาจากทั้งเงินรางวัลตามผลงาน ส่วนแบ่งลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดี เงินโบนัสอื่นๆ ซึ่งยังไม่รวมถึงโฆษณาต่างๆ และรายได้จากของที่ระลึกในช่วงเวลาข้างหน้าอีกหลายเดือนหลังได้แชมป์ ซึ่งนับว่าเป็นการขาดหายไปของรายได้ก้อนมหาศาลที่จะเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญต่อการบริหารจัดการสโมสร
ยังไม่รวมค่าสัมประสิทธิ์สโมสร (UEFA Club Coefficient) ที่จะมีผลกระทบอย่างยิ่งเมื่อมีการจัดอันดับทีมวางในการจับสลากแบ่งกลุ่มในอนาคตหากได้กลับมาเล่นอีกครั้ง เพราะการหายไปจากการแข่งขันเพียงแค่ฤดูกาลเดียวก็ส่งผลต่อค่าสัมประสิทธิ์สโมสรแล้ว และในส่วนนี้จะมีผลสัมพันธ์ต่อส่วนแบ่งรายได้บางส่วนที่อิงกับอันดับค่าสัมประสิทธิ์อีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีรายได้อีกมากมายที่จะหายไปรวมทั้งอำนาจต่อรองทางธุรกิจระหว่างสโมสรกับคู่ค้า การเจรจาซื้อขายนักเตะฝีเท้าเจ๋งๆ เข้ามาในสโมสรก็จะถูกเมินจากนักเตะระดับท็อป หรืออาจจะไม่สามารถรักษานักเตะเอาไว้ได้เมื่อฤดูกาลซื้อขายนักเตะมาถึงอีกครั้ง ซึ่งการที่ไม่มีดาวดังในสโมสร เท่ากับแรงดึงดูดผู้ชม และสปอนเซอร์จะลดลงตามไปด้วยนั่นเอง
บีบปรับโครงสร้างเข้ม ปลดพนักงาน ลดค่าเหนื่อยนักเตะ
อย่างที่ทราบกันว่าแมนฯ ยูไนเต็ด อยู่ในช่วงการแก้ไขปัญหาภายในทั้งการปรับโครงสร้างองค์กรให้ลีนลงเพื่อลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากสโมสรมีพนักงานจำนวน 1,140 ชีวิต และก่อหน้านี้มีการปลดพนักงานไปแล้วรอบแรกราว 150 ตำแหน่ง คาดว่าแผนการปลดพนักราว 150-200 ตำแหน่ง จะเริ่มขึ้นภายใน 3-4 เดือนข้างหน้า รวมพนักงานที่ถูกปลดทั้งสิ้น 450 ตำแหน่ง ตามแผน ‘Transformation Plan’ เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุดและกลับมาทำกำไรอีกครั้ง
สำหรับค่าเหนื่อยของนักเตะแมนฯ ยูไนเต็ด สโมสรมีภาระค่าใช้จ่ายรวมสูงถึง 171 ล้านปอนด์ หรือ 7,516 ล้านบาทต่อฤดูกาล เฉลี่ย 3.3 ล้านปอนด์ หรือ 145 ล้านบาทต่อสัปดาห์ ซึ่งค่าเหนื่อยของนักเตะหลายคนอยู่วนระดับสูงมากเกินจริงเมื่อเทียบฝีเท้าและผลงาน เช่น คาเซมิโร, แรชฟอร์ด และซานโช ซึ่งรายรับต่อสัปดาห์อยู่ที่ 300,000-350,000 ปอนด์ หรือราว 13.1 – 21.9 ล้านบาท
อีกทั้งสโมสรยังขาดทุนสุทธิสะสมมากกว่า 370 ล้านปอนด์ หรือ 16,239 ล้านบาทในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และไม่เคยทำกำไรได้เลยนับตั้งแต่ปี 2019 ทำให้ปัจจุบันสโมสรมีหนี้สินสุทธิ 569 ล้านยูโร หรือ 21,007 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลพวงจากการซื้อกิจการแบบใช้เงินกู้ของตระกูลเกลเซอร์ในปี 2005 รวมทั้งการต้องจ่ายดอกเบี้ยและค่าชดเชยโค้ชที่ถูกปลด เช่น มูรินโญ, โซลชาร์, เทน ฮาก รวมกว่า 50 ล้านปอนด์ในรอบไม่กี่ปีอีกด้วย
นี่คือวิฤตของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่กำลังบีบให้สโมสรดังที่นับว่ามีอิทธิพลต่อแฟนบอลนับร้อยล้านคนทั่วโลกต้องหลังชนฝา เพราะการจะกู้วิกฤตการเงินให้กลับมาไม่ใช่เรื่องง่าย การพลาดแชมป์ที่เป็นความหวังของทีมที่จะกู้ศรัทธาและศักดิ์ศรียังเป็นเรื่องที่ต้องฝ่าฟันต่อไปอีกยาว ท่ามกลางเม็ดเงิน และเวลาที่กำลังถอยหลังไล่บีบให้ “ปีศาจแดง” ลงหลุมไปทุกที
อ้างอิง
Bloomberg, Football tribe, The Times of India, AlthonSports, MarketForces


